ไทยโดน ปรับลด Outlook เป็น Negative เป็น สัญญาณเตือนความเสี่ยงการคลังของไทย
นักเศรษฐศาสตร์ มองเป็น สัญญาณเตือนความเสี่ยงการคลังของไทย หลัง Fitch Ratings ปรับลด Outlook เครดิตเรตติ้งไทย เป็น Negative แนะทางออกอาจจะไม่ใช่การอัดฉีดแบบเดิม
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์เฟซบุ๊ก Pipat Luengnaruemitchai กล่าวถึง การที่ประเทศไทยถูก Fitch Ratings สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ปรับลด Outlook เครดิตเรตติ้งของไทยจาก Stable เป็น Negative ซึ่งส่งสัญญาณว่า ไทยมีโอกาสถูก Downgrade มากกว่า Upgrade ในอนาคต โดยก่อนหน้านี้ Moody’s ก็เพิ่งปรับมุมมองของไทยเป็น “Negative” และคาดว่า S&P Global Ratings ก็อาจจะมีแนวโน้มปรับเช่นกัน
ดร.พิพัฒน์ มองว่า การถูกปรับลด Outlook เครดิตเรตติ้งของไทยจาก Stable เป็น Negative สะท้อนภาพความเสี่ยงทางการคลังที่ก่อตัวชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดย Fitch Ratings ให้ Moody’s ว่าความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจระยะยาว การ “เลื่อน” การลดหนี้ โดยเฉพาะการขาดดุลให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP แต่ไม่เคยทำได้เลย และเลื่อนไปเรื่อยๆ และความไม่แน่นอนด้านการคลัง ทำให้ความเสี่ยงด้านการคลังมีสูงขึ้น
ดังนั้น หากมองย้อนกลับไป เส้นทางเครดิตเรตติ้งของไทยเต็มไปด้วยบทเรียนสำคัญ ก่อนวิกฤตปี 2540 ไทยเคยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่น่าเชื่อถือสูง ระดับ A แต่เมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ค่าเงินบาทต้องลอยตัว เศรษฐกิจทรุดหนัก เรตติ้งไทยก็ร่วงลงไปถึงขั้น “junk” หลังจากนั้นช่วงต้นทศวรรษ 2000 จึงค่อยๆ ฟื้นกลับเข้าสู่ Investment Grade ที่ระดับ BBB+/Baa1 แต่กว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา ก็ยังคงติดอยู่ในระดับนี้ ไม่สามารถขยับขึ้นไปสูงกว่านี้ได้
ขณะที่เพื่อนบ้านบางประเทศ อย่างอินโดนีเซีย หรือ ฟิลิปปินส์ กลับเริ่มไต่ระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ Downgrade ครั้งนี้สะท้อนชัดเจน คือ “พื้นที่การคลังของไทยกำลังแคบลงเรื่อยๆ” รัฐบาลมีหนี้เพิ่มขึ้นมาก การกู้ยืมในอนาคตจะแพงขึ้น และเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้การคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็จะถูกจำกัดด้วยต้นทุนการกู้ที่สูงขึ้นและความเชื่อมั่นที่ลดลง
ดร.พิพัฒน์ อธิบายเพิ่มเติมว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ไม่ได้มีเกณฑ์ตายตัวว่าประเทศจะต้องมีหนี้สาธารณะไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของ GDP สังเกตว่าระดับหนี้สาธารณะของไทยก็ไม่ต่างกับประเทศที่มีเรตติ้งใกล้เคียงกัน แต่สิ่งที่ดูจริงๆ คือ เส้นทางความยั่งยืนของหนี้ (debt to gdp path ว่า sustainable หรือไม่) ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักเพียง 4 อย่างคือ
- ระดับหนี้ที่มีอยู่
- ดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย
- ขาดดุลการคลัง
- การเติบโตของ GDP
ถ้าหนี้สูง ดอกเบี้ยแพง ขาดดุลเยอะ และเศรษฐกิจโตต่ำ เส้นทางหนี้จะ “ระเบิด” ได้ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม กรณีของไทยอาจจะโชคดีที่ดอกเบี้ยโดยรวมยังต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ Trajectory ของ nominal GDP เรากำลังต่ำลงเรื่อย ๆ และนี่คือสิ่งที่ทั้ง Fitch และ Moody’s ชี้ชัดว่า ปัญหาการเมืองบวกกับความท้าทายเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย กำลังทำให้ความเสี่ยงด้านการคลังสูงขึ้น หากไม่มีแผนการลดหนี้และสร้างความยั่งยืนทางการคลัง (fiscal consolidation) อย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม ทางออกจึงอาจจะไม่ใช่การอัดฉีดแบบเดิม ๆ แต่รัฐบาลจำเป็นต้องมีแผนฟื้นฟูความน่าเชื่อถือการคลัง
- ฝั่งรายได้ ต้องหาทางเพิ่มรายได้โดยไม่บั่นทอนการเติบโต เช่น การดึงคนและธุรกิจเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น ทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษี และการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บให้มี Tax buoyancy ที่สูงขึ้น
- ฝั่งรายจ่าย ต้องกล้าลดการรั่วไหลและคอร์รัปชัน พร้อมกับเลือกลงทุนในสิ่งที่มีผลคูณต่อเศรษฐกิจสูง ลงทุนที่ทำให้ Productivity ของประเทศเติบโตมากกว่าการใช้จ่ายแบบที่สิ้นเปลืองไปโดยไม่เหลืออะไร และต้องการควบคุมวินัยทางการคลังอย่างจริงจัง ไม่ใช่หาที่ซ่อนภาระทางการคลังไว้ที่ต่างๆ รวมถึงการปฏิรูปประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจด้วย
ท้ายที่สุด สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือเรตติ้งไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นกระจกสะท้อนความเชื่อมั่น หากเราไม่รักษาวินัยทางการคลังและไม่เดินหน้าแก้ไขปัญหาโครงสร้าง เงาสะท้อนนี้ก็จะยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆ และย้อนกลับมาเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่หนักขึ้น การใช้หนี้สาธารณะเพื่อกลบปัญหาโดยไม่ปฏิรูป ไม่ได้ทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้า หากเศรษฐกิจโตช้ากว่าดอกเบี้ย หนี้จะยิ่งเป็นภาระถาวร การคลังที่ดีจึงไม่ใช่แค่กันวิกฤต แต่ต้องสร้างอนาคต และ Downgrade ครั้งนี้ก็คือสัญญาณเตือนดังๆ ให้เราเริ่มจริงจังกับเรื่องนี้เสียที
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB