ตรึงราคาน้ำมัน-ก๊าซหุงต้ม-ค่าไฟฟ้า ดูแลค่าครองชีพประชาชน
“อรรถพล” รมว.พลังงาน เผย กบน. มีมติลดเงินกองทุนน้ำมันดีเซล 50 สตางค์ พร้อมขอผู้ค้าน้ำมันลดเบนซินอีก 50 สตางค์ ยัน! ตรึงก๊าซหุงต้ม–ค่าไฟ ดูแลประชาชนรับฤดูหนาว พร้อมเร่งเดินหน้า Net Zero ปี 2050 ควบคู่โครงการโรงไฟฟ้าชุมชน 1,500 เมกะวัตต์
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซลลง 50 สตางค์ต่อลิตร รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันปรับลดราคาเบนซินลงด้วย 50 สตางค์ต่อลิตร ว่า กระทรวงพลังงาน มีนโยบายดูแลประชาชน โดยมีการประชุมคณะกรรมการ กบน. และมีมติลดน้ำมันดีเซลลง 50 สตางค์ในวันพรุ่งนี้ และได้มีการขอความร่วมมือบริษัทน้ำมันเพื่อลดราคาน้ำมันเบนซินด้วยอีก 50 สตางค์
ทั้งนี้จะพยายามดูแลราคาน้ำมันไม่ให้เป็นภาระของประชาชนในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง ซึ่งจะเป็นช่วงราคาพลังงานในตลาดโลกสูงขึ้น โดยได้มีการหารือภายในกระทรวงฯ จะบริหารราคาไม่ให้สูงเกินไป ไม่ว่าจะเป็นราคาไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม และน้ำมันดีเซล ซึ่งมีกำหนดราคาไม่เกิน 32 บาทต่อลิตร ส่วนก๊าซหุงต้มและค่าไฟฟ้าจะตรึงราคาไว้ในราคาปัจจุบัน
สำหรับค่าไฟฟ้างวดแรกในปี 69 (มกราคม-เมษายน 69) เบื้องต้นมี 2 แนวทาง อาจเป็นการตรึงราคาหรือปรับลดราคา ซึ่งจะต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด ยืนยันว่า จะไม่สูงกว่างวดนี้ หากมีการบริหารจัดการได้ดีก็อาจจะลดลง โดยย้ำว่า “รอบถัดไปที่ให้คำมั่นได้ก็คือราคาจะไม่สูงไปกว่ารอบนี้ ส่วนถ้าบริหารจัดการให้มีการลดลงได้ก็จะรีบดำเนินการทันที”
ทั้งนี้ ฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ ปัจจุบันถือว่าดีขึ้น โดยติดลบอยู่ที่ 17,838 ล้านบาท จาก 1 แสนกว่าล้านบาท และจากเงื่อนไขการใช้หนี้ขณะนี้ได้มีการใช้หนี้เงินที่กู้มาได้เร็วกว่าแผน ดังนั้น หากมีการบริหารจัดการและเป็นไปตามแผนก็จะทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีสภาพคล่องพอที่จะไปดูแลราคาก๊าซหุงต้มและน้ำมันดีเซล เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการดูแลเศรษฐกิจ
ส่วนกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศ Net Zero เร็วกว่าเดิม 15 ปี โดยจะบรรลุในปี 2050 นั้น มองว่าต้องมีการร่วมกันขับเคลื่อนในหลายภาคส่วน ซึ่งกระทรวงพลังงานเป็นภาคส่วนหลัก ซึ่งสอดคล้องกับที่ขณะนี้กระทรวงได้มีแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ฉบับเดิมปี 2018 ซึ่งจะมีการปรับปรุงบางส่วนเพื่อให้เป็นปัจจุบัน และเพิ่มเรื่อง Net Zero เข้าไปในแผน โดยกำหนดสัดส่วนการใช้พลังงานเพื่อให้มุ่งสู่ Net Zero ในปี 2050 ตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้
โดยมองว่า ส่วนสำคัญที่จะช่วยได้มากคือการดักจับและกักเก็บคาร์บอน ซึ่งได้มีการนำเสนอไปในสภาแล้ว เพราะแม้จะพยายามใช้พลังงานสะอาดและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนแล้ว แต่ต้องยอมรับว่ามีบางส่วนที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ทั้งนี้การดักจับและกักเก็บคาร์บอนจะอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศด้วย โดยยอมรับว่าการดักจับและกักเก็บคาร์บอนต้องใช้ระยะเวลาเป็น 10 ปี เนื่องจากต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่นอกชายฝั่งทะเล และถือเป็นเรื่องใหม่จึงต้องมีการปรับกฎเกณฑ์ให้รองรับและเหมาะสม โดยต้องประสานกับหลายกระทรวง ทั้งกระทรวงการคลัง และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีความร่วมมือระหว่างกระทรวงพลังงานและประเทศญี่ปุ่นนำเรือเข้ามาสำรวจพื้นที่ ซึ่งแหล่งที่สำรวจมีความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน 7,000 ล้านตันต่อปี โดยจะพยายามนับหนึ่งให้ได้ภายใน 4 เดือนนี้ ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ เนื่องจากประธานชุดปัจจุบันได้ยื่นหนังสือลาออก ซึ่งจะมีการประกาศจัดตั้งเร็วๆ นี้ แต่จำเป็นต้องเข้าไปศึกษารายละเอียดก่อน อย่างไรก็ดียืนยันว่าจะดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการให้เสร็จภายในปีนี้
สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผน Quick Big Win ของกระทรวงพลังงาน มีแนวคิดว่าเมื่อผู้ประกอบการร่วมกับชุมชนในการทำโซลาร์ฟาร์ม ไฟฟ้าที่ได้จะจำหน่ายให้กับชุมชนก่อน ซึ่งราคาจะต่ำกว่าราคาไฟฟ้าทั่วไป เพื่อเป็นการช่วยชุมชน ส่วนไฟฟ้าที่เหลือจะขายเข้าสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) โดยจะมีการกำหนดราคาที่เหมาะสมต่อไป และผลประกอบการของบริษัทส่วนหนึ่งต้องแบ่งให้กับชุมชน ซึ่งจะมีการประชุมและอนุมัติในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) คาดว่าจะได้เห็นเกณฑ์ภายใน 4 เดือนนี้
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงาน ยังเดินหน้าหนุนเศรษฐกิจฐานราก จับมือ บริษัทพลังงานชั้นนำของประเทศ ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ 5 บริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของไทย ได้แก่ PTTOR PTG เชลล์ คาลเท็กซ์ และซัสโก้ เร่งส่งเสริมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพ ที่ผลิตจากพลังงานสะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสู่สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ตั้งเป้ายกระดับรายได้ให้ชุมชน สร้างสังคมคาร์บอนต่ำ และร่วมลดภาวะโลกร้อน
สำหรับตราสัญลักษณ์ผลิตภัณฑ์ลดใช้พลังงานมีเกณฑ์การพิจารณาที่เข้มข้น 4 ด้าน ได้แก่ 1) ผลิตภัณฑ์ต้องได้รับการรับรองมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในประเทศ เช่น อย. OTOP หรือ GMP 2) มีการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดสำหรับสินค้าแต่ละชนิด 3) มีกระบวนการผลิตที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในช่วงที่กำหนด และ 4) มีการนำของเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าที่ได้รับตราสัญลักษณ์นี้แล้ว 14 หมวดผลิตภัณฑ์
ปัจจุบันในช่วงนำร่องโครงการ มีผลิตภัณฑ์ชุมชนกว่า 20 รายการ อาทิ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ แคบหมู ข้าวแต๋น กล้วยตากพลังงานแสงอาทิตย์ ข้าวฮางงอก ผลไม้กวน และลำไยอบแห้ง เริ่มวางจำหน่ายแล้วในสถานีบริการน้ำมันและร้านค้าในเครือ ได้แก่ ร้านไทยเด็ดและร้าน Jiffy ในเครือ PTTOR 176 สาขา ร้าน PT Maxmart และร้านกาแฟพันธุ์ไทย ในเครือ PTG กว่า 100 สาขา ร้าน Shell Café 5 สาขาในกรุงเทพมหานคร สถานีบริการน้ำมัน CALTEX สาขาที่เข้าร่วมโครงการในจังหวัดอุดรธานี และสถานีบริการน้ำมัน SUSCO ในจังหวัดระยองและภูเก็ต
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB