รัฐเดินหน้าหนุนSMEs ผนึก 3 กระทรวง ดันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ-ดิจิทัลแพลตฟอร์ม
“ธนกร” ผนึก 3 กระทรวงเปิด SMEs D-Day ดันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ–ดิจิทัลแพลตฟอร์มดิจิทัล ยกระดับผู้ประกอบการไทย
วันนี้ (7 พ.ย. 2568) นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน SMEs D-Day Digital Boots : ขับเคลื่อนSMEsไทย สู่เศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่ โดยมี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) และสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Depa) ร่วมแสดงเจตนารมณ์ในการส่งเสริมผู้ประกอบการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและเข้าถึงแหล่งเงินทุน
โดยนายธนกร กล่าวถึงความร่วมมือในการยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ว่า ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ภาครัฐจะร่วมกันผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้มแข็งและแข่งขันได้มากขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะดูแลด้านการจดทะเบียนและส่งเสริมธรรมาภิบาล ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการยกระดับมาตรฐานธุรกิจ SMEs
ส่วนธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) จะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือด้านสินเชื่อ โดยให้ดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปี เพื่อเป็นแรงสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่อง สามารถพัฒนาและฝึกทักษะเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจได้ ขณะเดียวกัน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จะเข้ามาเสริมในมิติของเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยนำระบบดิจิทัลและ AI มาช่วยส่งเสริมให้เอสเอ็มอีสามารถใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนธุรกิจในยุคใหม่
อย่างไรก็ตาม นายธนกร ระบุว่า SMEs ถือเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจไทย ซึ่งขณะนี้กำลังได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้าและมาตรการภาษีจากต่างประเทศ ดังนั้นการยกระดับและฟื้นฟูSMEs จึงเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาล โดยตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ตนได้ย้ำกับผู้บริหาร SME D Bank ให้เร่งปรับเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนได้จริง
“ไม่ได้หมายความว่าให้แบงก์ต้องขาดทุน แต่ต้องปรับเงื่อนไขให้ SMEs มีลมหายใจต่อไปได้ เพราะถ้าเข้าถึงแหล่งทุนไม่ได้ ธุรกิจก็อยู่ไม่ได้ ผมย้ำกับทุกหน่วยงานว่าเรื่องนี้ต้องทำทันที ไม่ใช่พูดแล้วไม่ทำ”
พร้อมกันนี้ นายธนกรเชื่อว่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการฟื้นตัวได้จำนวนมาก เพราะเป็นความร่วมมือที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่โครงการระยะสั้น และทุกกระทรวงต่างมีศักยภาพเสริมกัน ทั้งรัฐมนตรีพาณิชย์ที่มีประสบการณ์สูง ทีมเศรษฐกิจดิจิทัลที่เข้าใจโลกใหม่ และกระทรวงอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว
“ผมมั่นใจว่าเราจะสามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้ เพื่อให้SMEsกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอีกครั้ง”
ทั้งนี้ นายธนกร ยังกล่าวถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า ภายในเวลาเพียง 1 เดือนหลังเข้าบริหารประเทศ นายกรัฐมนตรีได้สั่งเดินหน้าโครงการต่างๆ อย่างรวดเร็ว เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส ที่ถือเป็นนโยบายสำคัญในการกระตุ้นกำลังซื้อประชาชน โดยรัฐช่วยออกครึ่งหนึ่งและประชาชนออกครึ่งหนึ่ง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมระบุว่า รัฐบาลยังเร่งแก้ไขปัญหาชายแดน และประสานความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิด โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้เชื่อมโยงการทำงานให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน
นอกจากนี้ ยังมีภารกิจที่กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการ โดยภายในเดือนนี้ได้เริ่มบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับโรงงานที่ฝ่าฝืนกฎหมายที่ปิดไปแล้วกว่า 15 แห่ง พร้อมเดินหน้าโครงการส่งเสริมอาชีพ ฝึกอบรม และสร้างรายได้ให้กับประชาชนทั่วประเทศ โดยในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งเน้นส่งเสริมอุตสาหกรรมอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV), แบตเตอรี่ และเซมิคอนดักเตอร์
ด้านนายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) กล่าวว่า ธนาคารพร้อมเดินหน้าอย่างเต็มที่ภายใต้นโยบาย Quick Big Win โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานที่รวดเร็ว คล่องตัว และทั่วถึง เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการSMEsเข้าถึงแหล่งทุนได้จริง
“SME D Bank ได้ปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในให้รองรับนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นระบบ มีการลงพื้นที่ติดตามลูกค้าทั่วประเทศ เพื่อให้การช่วยเหลือเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง สอดคล้องกับนโยบายของท่านรัฐมนตรีที่เน้นให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน”
ทั้งนี้ SME D Bank ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินโครงการสินเชื่อสำคัญ 3 โครงการ ได้แก่
1. โครงการสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการรายเล็ก สนับสนุนวงเงินรายละไม่เกิน 1.5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3% ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 10 ปี โดย ไม่ต้องใช้หลักประกัน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น
2. โครงการสินเชื่อสำหรับ SME ที่ขยายกิจการ มอบวงเงินสูงสุด 15 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3% ต่อปี 3 ปีแรก เพื่อเสริมสภาพคล่องและสนับสนุนการลงทุนให้ธุรกิจที่มีศักยภาพสามารถเติบโตต่อเนื่อง
3. โครงการสินเชื่อ Green Productivity สนับสนุนการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ วงเงินสูงสุด 10 ล้านบาทต่อราย ดอกเบี้ยคงที่ 3% พร้อมผ่อนปรนเงื่อนไขหลักประกัน โดยให้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันเต็มจำนวน เพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีปรับตัวเข้าสู่ธุรกิจสีเขียวและลดต้นทุนพลังงาน
โดยโครงการเหล่านี้เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการSMEsมีสภาพคล่อง พร้อมรองรับการเติบโตตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งสอดคล้องกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ เช่น “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการรายย่อย
อย่างไรก็ดี SME D Bank ยังได้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล “DX by SME D Bank” เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับผู้ประกอบการสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งแพลตฟอร์มนี้ออกแบบมาเพื่อให้SMEsสามารถเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาร่วมอบรม
นอกจากนี้ ธนาคารยังมีบริการ SME D Coach ที่เป็นเสมือนครูและที่ปรึกษาทางธุรกิจ พร้อมให้คำแนะนำเชิงลึก และ SME D Market ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเพิ่มช่องทางการขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมสิทธิประโยชน์พิเศษ
ทั้งนี้ นายพิชิต กล่าวต่อว่า ปัจจุบันแพลตฟอร์ม DX ได้เชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรมากกว่า 40 แห่ง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการให้ครบวงจร ทั้งด้านการตลาด การบริหารจัดการ และการเข้าถึงเทคโนโลยี
“เราต้องการให้เอสเอ็มอีไทยอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ผ่านการเข้าถึงแหล่งทุนที่ง่ายขึ้น การพัฒนาทักษะที่ตรงจุด และการใช้เทคโนโลยีมาช่วยขับเคลื่อนธุรกิจในยุคใหม่”
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB