เอกนิติ ยอมรับ มีแผนในอีก 2-3 ปีข้างหน้าทยอยขึ้น Vat จนถึง 10%
เอกนิติ ยอมรับ มีแผนในอีก 2-3 ปีข้างหน้าทยอยขึ้น Vat จนถึง 10% แต่ยังไม่ใช่ ปี 68-69 รอจังหวะเศรษฐกิจไทยฟื้น พร้อมเตรียมมาตรการสำรอง หากเศรษฐกิจยังซบเซา
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในการเปิดงานงานมหกรรมการเงินกรุงเทพส่งท้ายปีครั้งที่ 8 หรือ Money Expo 2025 Bangkok Year-End พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยกล่าวถึงข้อเสนอการปรับภาษีมูลค่าเพิ่มมาอยู่ระดับ 10% นั้น
นายเอกนิติ ระบุว่า อยู่ในแผนเพิ่มศักยภาพทางการคลัง ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 16 พ.ย. 68 ที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ต่างชาติ
และต้องยอมรับว่าขณะนี้ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจประเทศไทยยังไม่พร้อม ส่งผลให้รัฐบาลจะยังไม่ขึ้นภาษีในปี 2568-2569 ซึ่งตามกรอบเวลา จะขึ้นภาษีเป็น 8.5% ภายในปี 2571 และ เป็น10% ภายในปี 2573
อย่างไรก็ตาม ในแผนการคลัง มีทั้งการปฏิรูปภาษีแผนลดรายจ่าย การใช้เงินกองทุนรวมผ่านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเน้นการลงทุน และมีแผนเพื่อรักษาวินัยทางการคลัง โดยรัฐบาลมีแผนให้การขาดดุลงบประมาณลดเหลือไม่เกิน 3% ภายในปี 2572 ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยขาดดุลงบประมาณที่ 4.4%
จริงๆต้องบอกว่าเรทในปัจจุบันอยู่ที่ 10% อยู่แล้ว แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูที่ความพร้อม แต่อยู่ในแผนแน่นอนแล้วเราก็ต้องมีการคิดคำนวนด้วยว่าถ้าเกิดนวันนั้นเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวกลับมาพอที่จะสามารถขึ้นได้เราก็ต้องมีมาตรการอื่นมาชดเชยไม่ว่าจะเป็นการขึ้นรายได้ในประเทศอื่น หรือลดรายจ่าย ซึ่งอันนี้ถูกเขียนอยู่ในแผนการคลังระยะปานกลาง ซึ่งผมเชื่อว่าแผนอันนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นเพราะมันต้องมีการชดเชยกัน
ขณะที่ รัฐบาลต้องการให้คนไทยและเศรษฐกิจไทยปรับตัวได้ พลิกฟื้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว รองรับความเสี่ยงต่างๆ ได้ โดยเฉพาะการ upskill และ reskill ร้านค้าในโครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี และขณะนี้มีร้านค้าเกือบ 1 ล้านร้านค้า เข้าสู่ระบบ และมีร้านค้าเข้าไปเพิ่มทักษะจำนวนมาก ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนไทยมีทักษะขายของ หารายได้ ทักษะทางการเงิน ดิจิทัล และ AI มาปรับใช้ เพื่อตอบโจทย์การฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น และเติบโตในระยะยาว
ขณะที่ระดับประเทศ เตรียมลงทุนโลกแห่งอนาคต โดยเฉพาะพลังงานสะอาด ผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย ขณะเดียวกัน ยังเป็นแหล่งให้ประชาชนมาออมเงินผ่านกองทุนต่างๆ ซึ่งอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา IndivIdual Saving Account เพื่อส่งเสริมการออมของคนไทยในระยะยาว
นายเอกนิติ ยอมรับว่า รัฐบาลเห็นปัญหาการลงทุนของประเทศไทยที่เติบโตช้ากว่าประเทศอื่น แต่รัฐบาลยังมองเห็นการลงทุนในอนาคต เช่น เกษตรสมัยใหม่ อุตสาหกรรมอีวี ดาต้าเซนเตอร์ การแพทย์สมัยใหม่ เป็นต้น ซึ่งต้องดําเนินการอย่างจริงจัง
และสิ่งที่สำคัญ คือ ต้องสร้างความมั่นใจว่าให้เห็นว่าประเทศไทยมีฐานะทางการคลังที่ดี แม้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างประเทศได้ปรับลดมุมมองประเทศไทยจาก มีเสถียรภาพ เป็นเชิงลบ แต่ล่าสุด S&P GLOBAL RATATING ได้คงความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่มี เสถียรภาพ เนื่องจาก เห็นรัฐบาลไทยแสดงความมุ่งมั่นในด้านการมีวินัยทางการคลัง
ด้านนางสาวภาคนี วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานร่วม งานมหกรรมการเงิน MONEY EXPO ระบุว่า จุดเด่นของงานปีนี้ คือการรวมโปรโมชันส่งท้ายปีที่มอบสิทธิพิเศษมากที่สุด ครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์การเงิน-การลงทุน ทั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เงินฝากดอกเบี้ยสูง ประกันสุดคุ้ม และกองทุนลดหย่อนภาษี เพื่อให้ประชาชนวางแผนทางการเงินได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน
พร้อมกับประเมินว่า ตลอดการจัดงาน จะมียอดธุรกรรมรวมกว่า 7,000 ล้านบาท เทียบเท่าปีที่ผ่านมา โดยธุรกรรมที่ได้รับความนิยมสูงสุดยังคงเป็นเกี่ยวกับ สินเชื่อบ้าน รองลงมา ได้แก่ กองทุน ,ประกันสุขภาพ-ประกันชีวิต และเงินฝาก สะท้อนให้เห็นสัญญาณภาพรวม คนไทยมีการวางแผนทางการเงินแบบกระจายความเสี่ยง และมีความรู้ความเข้าใจด้านการลงทุนที่เพิ่มขึ้น โดยประกันที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือประกันสูงวัย
สำหรับงานมหกรรมการเงินกรุงเทพส่งท้ายปี ครั้งที่ 8 MONEY EXPO 2025 BANGKOK YEAR-END จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-23 พฤศจิกายน 2568 ณ ฮอลล์ 5 ชั้น LG ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB