น้ำท่วมใต้ 1 เดือน ฉุดเศรษฐกิจ กว่า 40,000 ล้าน กระทบจีดีพี 0.22%
หอการค้า ชี้!ภาคบริการ-ท่องเที่ยวเสียหายหนักสุด ฉุด GDP ปี 68 โตเพียง 1.9% ขณะที่ ปชช.-ผปก. ต้องการเงินเยียวยาโดยตรง แทนมาตรการสินเชื่อ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ (ณ เดือน พฤศจิกายน 2568) มีผู้ที่ได้รับผลกระทบ 2.19 ล้านคน 798,695 ครัวเรือน ใน 10 จังหวัด สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านใน 1 เดือน กระทบ GDP ที่ 0.22% ซึ่งความเสียหายประมาณจากระบบเศรษฐกิจที่เป็นอัมพาต
สำหรับมูลค่าความเสียหาย หากจำแนกภาคเศรษฐกิจ พบว่า การท่องเที่ยวและบริการเสียหายมากกว่า 22,440 ล้านบาท / เกษตรกรรม 10,720 ล้านบาท / การผลิตและสาธารณูปโภค 6840 ล้านบาท ซึ่งเหตุผลที่ภาคบริการเสียหายหนักที่สุด เนื่องจากมีการยกเลิกการจองและปิดสถานที่ท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น ธุรกิจค้าปลีกร้านอาหารและโรงแรมในเมืองหลักปิดกิจการชั่วคราว และผลกระทบต่อเนื่องจากการยกเลิกกิจกรรมระดับชาติ คือ ซีเกมส์ ที่ทำลายความเชื่อมั่นและโอกาสทางเศรษฐกิจ
“จากเหตุการณ์ฝนตกและน้ำท่วมในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายเป็นตัวเลขที่ชัดเจนได้ เบื้องต้นรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังประเมิน ส่งผลให้เกิดความเสียหายในกรอบวงเงินเบื้องต้นประมาณ 500,000 ล้านบาท ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับมหาอุทกภัยในปี 2554 ที่มีมูลค่าความเสียราว 1.4 ล้านล้านบาท กรณีนี้จึงถือเป็นอุทกภัยที่มีความเสียหายรุนแรงเป็นอันดับที่ 2 ของไทย“
ทั้งนี้ เสียงจากผู้ประกอบการ ต้องการ “เงินสด” ไม่ใช่“หนี้สิน” โดยสิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐโดยเร็วที่สุด 56.5% คือ เงินเยียวยาโดยตรงหรือเงินชดเชย 14.7% ต้องการให้ซ่อมแซมสาธารณูปโภค และ 10.6% ต้องการช่วยทำความสะอาดพื้นที่
ส่วนข้อเสนอเชิงรุก ขอให้มี 3 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ 1. อัดฉีดเงินเยียวยาโดยตรง 2. เร่งซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน และ3. จัดหน่วยปฏิบัติการฟื้นฟูพื้นที่ พร้อมปรับบทบาท “สินเชื่อ” ให้เป็นทางเลือกเสริม ไม่ใช่มาตรการหลัก ซึ่งมาตรการหลัก คือ “เงินเยียวยา” โดยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loans) ควรมีไว้ใช้สำหรับการลงทุนฟื้นฟูในระยะถัดไป ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
นอกจากนี้ หอการค้าไทย ยังได้ปรับประมาณการ GDP ไทยปี 2568 ลดลงมาอยู่ที่ 1.9% จาก 2% โดยเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยการส่งออกที่โต 11.1% และการลงทุนของภาครัฐ 6.4% แต่ถูกฉุดรั้งด้วยการอุปโภคภาครัฐที่หดตัวแรงในไตรมาสที่ 3 และผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ช่วงปลายปี
โดยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 (ณ ธ.ค.68) จะขยายตัวชะลอลงที่ 1.6% โดยการท่องเที่ยว /การบริโภคภาคเอกชน / การลงทุนของภาครัฐและเอกชน จะเป็นแรงหนุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
สำหรับปัจจัยบวกที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ได้แก่ 1.ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง คาดว่า จะมีนักท่องเที่ยวที่ที่ 35 ล้านคน และสร้างรายได้ 1.65 ล้านล้านบาท / 2. อุปสงค์ในประเทศขยายตัว การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุน คาดว่า จะขยายตัวที่ 2% / 3. งบลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น 18.2% โดยมีเป้าเบิกจ่ายงบลงทุนสูงถึง 70% ในงบประมาณรายจ่ายปี 2569 / 4. ภาคเกษตรได้ประโยชน์จากสภาพอากาศมีความเป็นกลางและปริมาณน้ำเพียงพอ/ 5. เม็ดเงินจากการเลือกตั้ง ที่คาดว่า จะอยู่ที่ 5-6 หมื่นล้านบาท
ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1. ภาษีสหรัฐฯ โดยคาดว่า การส่งออกของไทยในปี 68 จะหดตัว -1.0% จากการที่ไทยถูกเก็บภาษีนำเข้า 19% ทั้งปี รวมถึงความเสี่ยงจากมาตรการตอบโต้การสวมสิทธิ์ (Transshipment) ที่อาจสูงถึง 40% หากการเจรจา Local Content ไม่สำเร็จ / 2. ปัจจัยการเมือง หากงบประมาณรายจ่ายปี 2570 และการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า อาจฉุด GDP ลง -0.32% / 3. หนี้ครัวเรือน โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ยังสูงอยู่ที่ 86.3% ซึ่งกดดันให้สถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ / 4. สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญเพราะหากมีการปิดด่านชายแดนตลอดทั้ง ปี 69 คาดว่า จะสร้างความเสียหายต่อมูลค่าส่งออกกว่า 1.4 แสนล้านบาทและกระทบกับ GDP ประมาณ -0.74% / 5. การค้าโลกชะลอ กดดันภาคการส่งออกสินค้าของไทย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB