กกร. คาด GDP ไทยปี 69 ขยายตัวเพียง 1.6-2%
กกร. คาด GDP ไทยปี 69 ขยายตัวเพียง 1.6-2% จากปัจจัยเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ภาคส่งออก เสี่ยงติดลบ 0.5-1.5% ชี้ เงินบาทแข็งค่ามากสุดในภูมิภาค กระทบส่งออก–ท่องเที่ยว
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มองว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีทิศทางชะลอตัวลง โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่อยู่ในภาวะ over supply ปัจจัยหลักจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ส่งผลให้จีนต้องปรับกลยุทธ์หันมาพึ่งพาภาคการส่งออกมากขึ้นเพื่อประคองเศรษฐกิจ เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ซึ่งจะส่งผลสืบเนื่องให้ธุรกิจไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น
สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 1.6 - 2.0% โดยมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังไม่แน่นอน การแข่งขันจากสินค้านำเข้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งกระทบภาคการผลิต การจ้างงานและกำลังซื้อในประเทศ ดังนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ปัญหาระยะสั้นโดยเฉพาะการฟื้นฟูจากอุทกภัย ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน Reinvent Thailand เพื่อยกระดับศักยภาพของธุรกิจ
โดย กกร. ประมาณการเศรษฐกิจทั้งปี 2568 คาดว่า GDP จะเติบโต 2% ขณะที่ ส่งออก โต 10% และเงินเฟ้อ 0% / ส่วนปี 2569 คาดว่า GDP จะเติบโต 1.6-2% ขณะที่ ส่งออก เสี่ยงติดลบ 0.5-1.5% และเงินเฟ้อ 0.2-0.7%
ขณะที่ อุทกภัยในภาคใต้ ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของครัวเรือนและธุรกิจอย่างมาก บางพื้นที่เป็นสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) เทียบเคียงกับเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 สร้างความเสียหายนับแสนล้านบาทที่จำเป็นต้องซ่อมแซมฟื้นฟูและยังส่งผลกระทบต่อรายได้ โดยในช่วงเดือน ธ.ค. 2568 สูญเสียรายได้ราว 2-3 หมื่นล้านบาท หรือ 0.1% - 0.2% ของ GDP ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีขยายตัวได้เพียง 2.0% สำหรับในปี 2569 ประเมินผลกระทบต่อรายได้ราว 9 หมื่นล้านบาท
โดย กกร.สนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติให้เป็นวาระแห่งชาติเพื่อวางแนวทางป้องกันและรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งมาตรการระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว ส่วนมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลที่ออกมานั้นมองว่ามีความเหมาะสม ทั้งมาตรการพักต้นพักดอก 0% และการปล่อยสินเชื่อช่วยผู้ประกอบการและประชาชน
กกร. ยังให้ความสำคัญต่อการลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการและเสริมความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจโดยเห็นชอบมติ ครม. ปรับปรุงหลักเกณฑ์การวางหลักประกันของนายจ้างในการนำคนต่างด้าวมาทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จากเดิมที่กฎกระทรวงปี 2564 กำหนดให้นายจ้างต้องวางหลักประกัน 1,000 บาทต่อคนต่างด้าว 1 คน ซึ่งสร้างภาระต้นทุนในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน จึงได้ปรับเป็นระบบอัตราหลักประกันแบบขั้นบันไดตามจำนวนแรงงานเพื่อช่วยลดภาระผู้ประกอบการรายเล็ก เปิดโอกาสให้นำเงินหลักประกันส่วนที่ได้รับคืนมาเสริมสภาพคล่องของกิจการขณะเดียวกันยังคงหลักเกณฑ์ความรับผิดชอบของนายจ้างต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ นายเกรียงไกร ได้เปิดเผยมุมมองถึงกรณีที่เงินบาทแข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาค โดยระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2568 เงินบาทแข็งค่าขึ้นเกือบ 7% ซึ่งถือว่าแข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาค ส่งผลให้ขีดความสามารถในการส่งออกลดลง และทำให้ต้นทุนสินค้าของไทยสูงกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนามถึง 10% รวมทั้งยังกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวอย่างมาก
รวมถึงยังพบว่ามีการซื้อขายทองคำไปยังกัมพูชามากผิดปกติ จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เข้ามากำกับดูแลสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว
ส่วนกรณีที่ ธปท. เริ่มให้ร้านทองขนาดใหญ่รายงานธุรกรรมเพิ่มเติมนั้น นายเกรียงไกรมองว่า เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่ ธปท. ใช้เพื่อดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท แต่ก็ยังคงมีข้อสงสัยว่าเหตุใดเงินบาทจึงแข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาค และในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่า ก็กลับอ่อนค่ามากที่สุดในภูมิภาคเช่นเดียวกัน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB