อินเดียเทสต็อกข้าว 20 ล้านตัน กดราคาข้าวไทยต่ำสุดรอบ 15 ปี
Krungthai COMPASS คาดปี 2569 ไทยเสี่ยงส่งออกเหลือเพียง 7 ล้านตัน หลังอินเดียเร่งระบายสต็อกครั้งใหญ่ฉุดราคาข้าวโลก ขณะไทยเผชิญต้นทุนสูง–คู่แข่งเร่งแย่งส่วนแบ่งตลาด
รายงานวิเคราะห์จาก Krungthai COMPASS ชี้ว่าอุตสาหกรรมข้าวไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งดีมานด์โลกที่ชะลอ การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง และการที่อินเดียกลับมาส่งออกเต็มกำลังพร้อมเดินหน้า “ระบายสต็อกครั้งใหญ่” รวมกว่า 20 ล้านตันผ่านโครงการ OMSS-D ซึ่งจะกดดันราคาข้าวโลกยาวตลอดปี 2569
ราคาข้าวไทยลดลงหนัก – ต่ำสุดในรอบ 15 ปี
ราคาส่งออก ข้าวขาว 5% ของไทยในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ 356 ดอลลาร์/ตัน ลดลงถึง -31%YoY และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยช่วงก่อนอินเดียจำกัดส่งออก (ปี 2560–2566) ซึ่งอยู่ที่ราว 418 ดอลลาร์/ตัน
ช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 ไทยส่งออกข้าวเพียง 6.4 ล้านตัน (-24%YoY) โดยเฉพาะข้าวขาวที่ลดลงมากถึง -41%YoY สะท้อนแรงกดดันจากความสามารถแข่งขันด้านราคาที่ลดลง
ราคาข้าวคู่แข่งอย่าง อินเดีย (360 ดอลลาร์/ตัน) และ เวียดนาม (366 ดอลลาร์/ตัน) อยู่ในระดับเดียวกัน ยิ่งทำให้ตลาดแข่งขันรุนแรง
อินเดียระบายสต็อก 20 ล้านตัน – สร้างภาวะอุปทานล้นตลาด
อินเดียซึ่งถือสัดส่วนส่งออกข้าวกว่า 1 ใน 3 ของโลก เตรียมทยอยปล่อยข้าวสต็อกกว่า 20 ล้านตัน ตั้งแต่กันยายน 2568 ต่อเนื่องตลอด 1 ปี ทำให้ตลาดข้าวเกิดภาวะ Oversupply ในทันที
USDA คาดว่าอินเดียจะส่งออก 23.5 ล้านตันในปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 63%YoY
ผลคือ ราคาข้าวโลกจะถูกกดดันทั้งปี 2569 และทำให้ไทยต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาอย่างหนัก
Krungthai COMPASS คาดส่งออกไทยปี 2569 เหลือเพียง 7 ล้านตัน
แบบจำลองประเมินพบว่า
• หากปริมาณค้าข้าวโลกเพิ่มขึ้น 1% → ราคาเฉลี่ยลดลง 0.6–0.8%
• อินเดียส่งออกเพิ่ม 1% → ส่งออกของไทยลดลง -0.2%
สถานการณ์ปี 2569 คาดว่า
• ส่งออกข้าวไทยจะ ลดลงเหลือ 7 ล้านตัน (-30% จากปี 2567)
• ราคาส่งออกข้าวขาว 5% จะอยู่ที่ 345–380 ดอลลาร์/ตัน
ปัจจัยลบรายประเทศ–ค่าเงิน–สภาพภูมิอากาศ เพิ่มแรงกดดันให้ไทย
อินโดนีเซียลดนำเข้าอย่างหนัก : อินโดนีเซียซึ่งเป็นตลาดสำคัญของไทยลดนำเข้าหลังผลผลิตเพียงพอ ทำให้ส่งออกไทยช่วง ม.ค.–ส.ค. 2568 ไปยังอินโดนีเซีย ลดลง -94%YoY
ฟิลิปปินส์ห้ามนำเข้าชั่วคราว : เพื่อป้องกันผลกระทบต่อชาวนา ฟิลิปปินส์ออกมาตรการจำกัดการนำเข้าชั่วคราว กระทบยอดส่งออกของไทยที่พึ่งพาตลาดนี้สูง
สหรัฐฯ แย่งตลาดญี่ปุ่น : สหรัฐเจรจากับญี่ปุ่นให้เพิ่มนำเข้าข้าวอเมริกันภายใต้โควตา Minimum Access มากขึ้นถึง 75% ทำให้ส่วนแบ่งตลาดที่ไทยเคยถืออยู่ 43% ถูกท้าทายอย่างหนัก
เงินบาทแข็งค่ากระทบโดยตรง : ทุกการแข็งค่า 1 บาท ทำให้ราคาส่งออกข้าวไทยเพิ่มขึ้น 15 ดอลลาร์/ตัน ทำให้เสียเปรียบเวียดนามและอินเดียทันที
เวียดนามเร่งรุกตลาดข้าว Low-Emission – ไทยเริ่มเสียความสามารถแข่งขัน
เวียดนามเร่งพัฒนาข้าวคุณภาพสูงตามแนว ESG และมุ่งพัฒนาข้าว Low-Emission เพื่อตอบโจทย์ตลาดพรีเมียม โดยมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีการผลิตและลดการปล่อยคาร์บอนจริงจัง
ขณะที่ไทยยังเผชิญข้อจำกัด
• ผลผลิตต่อไร่ต่ำ
• ต้นทุนการผลิตสูง
• กระบวนการลดคาร์บอนยังไม่ทั่วถึง
ทำให้ไทยเริ่มเสียประโยชน์ในตลาดพรีเมียมที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และเป็นตลาดที่มีราคาเพิ่มได้มากกว่าข้าวทั่วไป
ความท้าทายโครงสร้าง – ไทยต้นทุนสูง ผลผลิตต่ำ
รายงานชี้ว่าไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่
• ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าเวียดนามอย่างมีนัยสำคัญ
• ต้นทุนการผลิตสูง
• การพึ่งพาแรงงานสูงและเครื่องจักรไม่ทั่วถึง
• คุณภาพผลผลิตไม่สม่ำเสมอ
ทำให้ไทยแข่งขันด้านราคาไม่ได้เมื่อเทียบกับเวียดนามและอินเดีย
ทางรอด: ต้องเปลี่ยนจาก “Mass Exporter” สู่ “Value Exporter”
Krungthai COMPASS เสนอแนวทางสำคัญที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่
1) ยกระดับข้าวมูลค่าเพิ่ม
• ข้าว GI
• ข้าวอินทรีย์
• ข้าว Low-Emission
• ข้าวเพื่อสุขภาพ
เพื่อลดการพึ่งพาข้าวเกรดทั่วไปที่แข่งขันด้านราคาอย่างเดียว
2) ขยายตลาดใหม่ในตะวันออกกลาง–แอฟริกา
เขตเศรษฐกิจเหล่านี้เริ่มมีความต้องการข้าวคุณภาพเพิ่มขึ้น และยังมีพื้นที่ให้ไทยเติบโต
3) พัฒนาสายพันธุ์–เพิ่มผลผลิตต่อไร่
เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดเพราะช่วยลดต้นทุน และสร้างมาตรฐานคุณภาพส่งออก
4) ภาครัฐต้องสนับสนุน R&D และระบบนิเวศการผลิต
เพื่อเตรียมอุตสาหกรรมให้แข่งขันได้ในตลาดข้าวพรีเมียมที่กำลังเติบโต
อย่างไรก็ตาม ตลาดข้าวไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ท่ามกลางการแข่งขันรุนแรงจากอินเดียและเวียดนาม ราคาข้าวที่ลดลงต่อเนื่อง และความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน หากไทยไม่เร่งยกระดับไปสู่ข้าวมูลค่าเพิ่มและมาตรฐาน ESG อุตสาหกรรมข้าวอาจถูกบีบพื้นที่ในตลาดโลกมากขึ้นในปี 2569 และระยะยาว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB