ยุบสภาเป็นเหตุ! ส.อ.ท. กังวล รัฐบาลรักษาการลดพาวเวอร์คุยสหรัฐ - เศรษฐกิจไทยเสี่ยงติดหล่ม
ยุบสภาเป็นเหตุ! ส.อ.ท. ชี้! รัฐบาลรักษาการลดพาวเวอร์เจรจาสหรัฐ ลั่น ปี 68 GDP ไทยเสี่ยง ติดหล่ม ย้ำ ควรรักษาไทม์ไลน์เลือกตั้ง ช่วยกู้ความเชื่อมั่นนักลงทุน
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงความกังวลของภาคเอกชนต่อการประกาศยุบสภาของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล โดยระบุว่า การยุบสภาไม่น่าแปลกใจ เนื่องจากเป็นไปตามกำหนดที่เคยรับทราบมาก่อน หน้านี้ เนื่องจากนายกรัฐมนตรี เคยระบุว่าหากเปิดสภาฯ ในช่วงวันที่ 11 - 12 ธันวาคม 2568 และต้องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนเองอาจจะยุบสภาทันที
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลรักษาการจะมีอำนาจในการขับเคลื่อนนโยบายที่ลดลง ส่งผลให้หน่วยงานราชการชะลอการทำงาน เพื่อรอรัฐบาลใหม่ที่ชัดเจน
ส.อ.ท. จึงมองว่า ความท้าทายเร่งด่วนที่สุด คือ ตัวเลข GDP ปี 2568 ที่มีแนวโน้มชะลอตัวอย่างมาก โดยคาดว่าไตรมาส 3 จะเหลือเพียง 1.7% และไตรมาส 4 จะเติบโตเพียง 0.3% เท่านั้น ซึ่งรัฐบาลชุดเดิมเพิ่งเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้าย การยุบสภาก่อนกำหนดจึงอาจทำให้มาตรการต่างๆ ที่วางไว้ถูกลดประสิทธิภาพลง ส่งผลให้ภาคเอกชนกังวลว่าเศรษฐกิจอาจเกือบติดหล่ม ซึ่งจะยากและใช้เวลานานในการดึงกลับคืน
"รัฐบาลชุดนายอนุทินเข้ามาบริหารประเทศในช่วงไตรมาส 4 และเร่งรีบเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อจะช่วยกระตุ้น GDP ให้ถึง 1% จากที่คาดการณ์จะโต 0.3% เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจติดหล่ม ดังนั้นเมื่อมีการยุบสภาฯ สิ่งที่กังวลคือมาตรการเหล่านี้จะขับเคลื่อนต่อไปได้มากแค่ไหน เนื่องจากรัฐบาลรักษาการ กับรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม จะมีพลังต่างกันการขับเคลื่อนก็อาจจะลดลง และจากประสบการณ์พบว่าข้าราชการจะชะลอเพื่อรอดูว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะเป็นใคร เหล่านี้คือสิ่งที่เป็นกังวล ความท้าทายคือจะทำยังไงไม่ให้ GDP ติดหล่ม เพราะต้องใช้พลังมหาศาลในการฉุดขึ้นมาแต่ถ้าหากไม่ติดหล่มปีหน้าเราก็จะเดินหน้าได้เร็วขึ้น" นายเกรียงไกร กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบภายนอกและภายในประเทศที่ซ้ำเติม ได้แก่ การฟื้นฟู 9 จังหวัดภาคใต้จากมหาอุทกภัย ที่ต้องการอำนาจเต็มที่ของรัฐบาลในการสั่งการและบูรณาการการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน แต่การเป็นรัฐบาลรักษาการอาจทำให้เกิดความล่าช้า
อีกทั้งความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ระลอกใหม่ ที่แม้การค้าชายแดนจะหยุดชะงักไปแล้ว จากการปิดด่านชายแดนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ผลกระทบที่เพิ่มขึ้นคือ การหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ จากการอพยพประชาชนจำนวนมาก โรงงาน/นิคมอุตสาหกรรมต้องหยุดผลิต และภาคการท่องเที่ยวซบเซา ซึ่งหากการปะทะยืดเยื้อเกินหนึ่งเดือนจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศ
"เราลุ้นไม่ให้เศรษฐกิจติดหล่ม เพราะถ้าติดแล้วดึงขึ้นมาจะยาก แต่พอมาเจอทั้งอุทกภัย ความรุนแรงชายแดน และการยุบสภาก่อนเวลา ทำให้ต้องจับตาดูว่ามาตรการที่ออกมาจะสามารถหักล้างปัจจัยลบเหล่านี้ได้หรือไม่ หากทำไม่ได้ เศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสที่จะ เกือบติดหล่มได้" นายเกรียงไกร กล่าว
สำหรับประเด็นการเจรจาภาษีสหรัฐฯ กับโดนัลด์ ทรัมป์ ส.อ.ท. ยอมรับว่าการใช้รัฐบาลรักษาการเจรจาจะทำให้ น้ำหนักในการเจรจา ลดลง อย่างไรก็ตาม ไทยจำเป็นต้องชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปะทะชายแดน และแสดงให้เห็นว่าการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งที่ทุกประเทศต้องทำ
"ยอมรับว่าการใช้รัฐบาลรักษาการไปเจรจาในเรื่องสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ จะทำให้ น้ำหนักในการเจรจาลดลง ไทยต้องทำการบ้านอย่างดีและชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปะทะชายแดนให้ชัดเจนเพื่อปกป้องอธิปไตย โดยส่วนตัวเชื่อว่าสหรัฐ จะเข้าใจ และรับรู้ถึงข้อเท็จจริง"
ทั้งนี้ ส.อ.ท. ย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการ รักษาไทม์ไลน์การเลือกตั้ง ให้เป็นไปตามกรอบ 45-60 วัน หรือ ต้องเลือกตั้งประมาณวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพราะการเมืองที่เป็นไปตามกติกาคือกุญแจสำคัญ
นายเกรียงไกรระบุว่า หากการเลือกตั้งเป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด จะเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญ ในระยะยาว นอกจากนี้ ส.อ.ท. ชี้ว่า GDP ไทยมีอัตราเติบโตเฉลี่ยย้อนหลังต่ำ และเตือนว่าหากไม่มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างจริงจัง เศรษฐกิจไทยอาจตกชั้น จากอันดับ 2 เป็นอันดับ 5 ในภูมิภาคอาเซียนได้ภายในปี 2030
พร้อมกับมองว่า หากปีหน้าการเลือกตั้งเป็นไปตามไทม์ไลน์เศรษฐกิจจะฟื้นตัว และเชื่อว่า GDP จะขยายตัวได้ที่ 1.6-2.0% ตามที่ กกร.เคยประมาณการไว้ แต่ถ้าหากมีอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง หรือปัจจัยลบเรื่องอื่นๆเข้ามาซ้ำเติม อาจจะต้องมีการปรับลดประมาณการอีกครั้ง
"ตามที่ IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงเหลือ 3.1% ส่งผลกระทบต่อไทยที่พึ่งพาการส่งออกถึง 60% ของ GDP กกร. จึงปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 เหลือเพียง 1.6% - 2.0% และการส่งออกอาจติลบ -1.5% ถึง -0.5% หากไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองหรือเศรษฐกิจอื่นๆเพิ่มเติม การเติบโตที่คาดไว้อาจยังคงรักษาไว้ได้" นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้าย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB