"เอกนิติ"เสียดาย รัฐบาลอายุสั้น! ยังไม่ได้ทำครบทุกมาตรการที่ตั้งใจไว้ ปัดตอบ คำถามนั่งแคนดิเดตนายกฯ "ภูมิใจไทย"
"เอกนิติ"เสียดาย รัฐบาลอายุสั้น! ยังไม่ได้ทำครบทุกมาตรการที่ตั้งใจไว้ ลั่น "คนละครึ่ง พลัส เฟส 2" ต้องรอหารือ กกต. แต่ยืนยันมีงบพร้อม เผย นโยบาย Quick Big Win สำเร็จ 99% ปัดตอบ คำถามนั่งแคนดิเดตนายกฯ "ภูมิใจไทย"
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ขับเคลื่อนความเชื่อมั่นประเทศไทยสู่อนาคต ถึงกรณีการยุบสภา ว่า ทราบกันอยู่แล้วว่าจะเกิดขึ้น เนื่องจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศไว้ตั้งแต่วันแรกที่ดำรงตำแหน่ง ว่าจะยุบสภาวันที่ 31 มกราคม 2569 เพียงแต่ความจำเป็นทางการเมือง จึงทำให้ต้องประกาศยุบสภาเร็วขึ้น
ซึ่งเป็นสิ่งไม่ได้ผิดไปจากที่เคยคาดการณ์ไว้ เพียงแต่ว่าระยะในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ สั้นลง อย่าง คนละครึ่ง พลัส เฟส 2
อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าของ คนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ขณะนี้ ต้องรอหารือร่วมกับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ก่อนว่าสามารถเดินหน้าต่อได้หรือไม่ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลได้เตรียมงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว
ส่วนโครงการที่น่าเสียดาย คือ โครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล หรือ TISA ที่รัฐบาลยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ เนื่องจากยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ทำให้โครงการดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ ชี้แจงว่า ตอนที่รัฐบาลออกแบบนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้คำนึงถึงเรื่องการยุบสภาไว้อยู่แล้ว ดังนั้น นโยบาย Quick Big Win ต่างๆ จึงถูกออกแบบภายใต้ระยะเวลาการทำงานที่มีอย่างจำกัดภายใน 4 เดือน ดังนั้น ยืนยันว่าการดำเนินนโยบายต่างๆ ยังอยู่ในกรอบเดิม แม้อายุของรัฐบาลจะสั้นกว่าที่คาดไว้ แต่ได้ถูกดำเนินการไปแล้ว ถึง 99% เช่น โครงการคนละครึ่ง พลัส ที่พบว่าจนถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2568 มียอดการใช้จ่ายสะสมในโครงการทั้งสิ้น 72,000 ล้านบาท ซึ่ง เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความคึกคักของการบริโภคภายในประเทศ และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 จะโตมากกว่าที่หลายหน่วยงานคาดการณ์ไว้
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้เสียภาคครัวเรือน ที่มีหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท ผ่านการซื้อหนี้เสียเข้ามาบริหารจัดการโดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC ซึ่งจะสามารถช่วยให้ลูกหนี้ 3 ล้าน 4 แสนราย กลับมามีสถานะปกติและลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง ที่จะเริ่มดำเนินการในเดือนมกราคม 2569
ขณะที่ มาตรการ Thailand Fastpass ที่จะช่วยให้เกิดการลงทุนจริง มากกว่า 480,000 ล้านบาท ตั้งแต่ปลายปี 2568 จนถึงปี 2569 ซึ่งจะช่วย ให้มีเม็ดเงินประคับประคองเศรษฐกิจไทย ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านและช่วงระหว่างรอการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นได้อีกด้วย
รวมถึงก่อนที่จะมีการยุบสภา รัฐบาลได้อนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนใหม่ของ สำนักงานส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI เพิ่มเติมอีก 15 โครงการ มูลค่ากว่า 240,000 ล้านบาท ซึ่ง เป็นโครงการที่ลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ กว่า 180,000 ล้านบาท ที่จะเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัลของไทย
ส่วนในเรื่องส่งเสริมการออม รัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้ว คือ โครงการพันธบัตรออม Plus ที่เปิดโอกาสให้ประชาชน สามารถซื้อพันธบัตรรัฐบาล ในราคาขั้นต่ำ 1,000 บาท ที่ช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลางสามารถเริ่มออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยจะเริ่มโครงการตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เป็นต้นไปเช่นเดียวกัน
การดำเนินมาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ได้คำนึงถึงกรอบวินัยการคลัง โดยมาตรการต่างๆไม่ได้ใช้เม็ดเงินงบประมาณใหม่ แต่เป็นการใช้เม็ดเงินเดิมที่มีอยู่แล้ว รวมถึงการตั้งเป้าที่จะทำให้ตัวเลขการขาดดุลทางการคลัง เหลือไม่เกิน 3% ของ GDP ภายในปี 2572 และการรักษาระดับหนี้สาธารณะ ให้อยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลัง ไม่เกิน 70% ต่อ GDP
ส่งผลให้ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ หรือ Rating Agency ยังคง อันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ระดับเดิมที่มีเสถียรภาพ ทำให้มั่นใจว่าในอนาคต ประเทศไทยจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ เพราะหากถูกปรับลดระดับลงจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศสูงขึ้นค่อนข้างมาก
ส่วนความคืบหน้าการเจรจาภาษีสหรัฐ ระบุว่า เรื่องนี้มอบหมายให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รับผิดชอบเจรจากับทางผู้แทนการค้าสหรัฐต่อ
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวได้ถามนายเอกนิติ ว่า ได้ตอบรับการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยแล้วหรือยัง ซึ่งนายเอกนิติ ไม่ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าว เพียงแค่หันมาส่งยิ้มให้ และกล่าวว่า "เป็นเกียรติ"
ทั้งนี้ นายเอกนิติ ยืนยันว่า ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของรัฐบาลชุดนี้ ถึงแม้ช่วงเวลาทำงานจะสั้น แต่เชื่อว่าผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ทำไปจะช่วยให้ GDP ไทย ในไตรมาสที่ 4 โตมากกว่า 1% ซึ่งสูงกว่าที่หลายหน่วยงานเคยคาดการณ์ไว้ว่าจะโตเพียง 0.3% พร้อมกับเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะโตไม่ต่ำกว่า 2% อย่างแน่นอน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB