เลือกตั้ง 2569 : "ศุภจี"ชู สินค้าการเกษตรสู่ตลาดโลกใช้แทนเงินสดซื้อเครื่องบิน-เรือรบ
"ศุภจี" ดัน นโยบาย SMEs ติดปีก พร้อมผลักดันไทยเป็นฮับฮาลาลแถบเอเชีย ชู สินค้าการเกษตรสู่ตลาดโลกใช้แลกเปลี่ยนแทนเงินสดเจรจาต่อรองซื้อเครื่องบิน-เรือรบ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขึ้นกล่าวปิดท้ายเวทีการแถลงนโยบายของพรรคภูมิใจไทย โดยเริ่มต้นถามว่า ตอนนี้เลยเวลาเที่ยงแล้ว หิวกันหรือยัง หิวหน่อยก็ดีจะได้ช่วยไปกินข้าว ให้ราคาข้าวจะสูงขึ้น
โดยนางศุภจี ระบุว่า ตอนนี้ข้าวเปลือกขาวอยู่ราคาเกิน 8,000 บาท โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิราคาแตะ 18,000 บาทต่อตัน ซึ่งทั้งหมดที่ทำมาไม่ได้ใช้เงิน แต่ใช้วิธีบูรณาการหาช่องทางหาตลาดในการที่จะบรรลุเป้าหมาย ให้สามารถเพิ่มผลิตภัณฑ์ หรือเพิ่มราคาสินค้าการเกษตรได้
เป็นการเริ่มต้นการแถลงนโยบายของพรรคภูมิใจ หลังนางศุภจี ตัดสินใจร่วมทีมเศรษฐกิจ และมีความเป็นไปได้ว่าจะถูกวางตัวให้เป้นรองนายกรัฐมนตรีที่ดูด้านการค้าพาณิชย์ และอุตสาหกรรม ซึ่งยังไม่เคยมีตำแหน่งนี้มาก่อน
พาไทยทำ Trade Plus บนความพอดีท่ามกลางโลกหลายขั้ว
นางศุภจี ได้กล่าวถึง เทรดพลัส (Trade Plus) โดยระบุว่าเรื่องการค้าขายวันนี้ถูกล้อมด้วยภูมิรัฐศาสตร์มากมาย ตอนนี้โลกได้แบ่งเป็นขั้ว เป็นข้าง เป็นค่ายและมีมากมายหลายค่าย เป็น Multipolar World หรือโลกหลายขั้ว
การทำการค้าขาย ประเทศไทยต้องอยู่ในจุดที่พอดี ไปทางด้านใดด้านหนึ่งก็ไม่ได้ แต่หากทำด้านใดให้ดีพอ มีคุณค่ามากพอทุกประเทศจะมาเป็นคู่ค้าของประเทศไทย
ทั้งในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ เรื่องภูมิเศรษฐกิจ ต้องมีการบูรณาการร่วมกันเพื่อค้าขายร่วมกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ บอกว่าการนำงบประมาณช่วยเหลือเยียวยามาช่วยเหลือคนตัวเล็ก ผู้สูงวัย และคนในชุมชน รวมถึงผู้ประกอบการ SMEs คือฝั่งของการใช้ ซึ่งกระทรวงการคลังคือคนใช้งบประมาณ
แต่ในอีกทางหนึ่งคือ กระทรวงพาณิชย์ จะเป็นคนหาเงิน อยากให้ทุกคนมาข่วยกันหาเงินเจ้าประเทศ
นางศุภจี กล่าวต่อถึง ตัวเลขเศรษฐกิจที่ GDP ทางการเกษตรอยู่ที่ 6% ภาคอุตสาหกรรม 25% และการบริการ 66% / ในภาคเกษตรมีแรงงานอยู่ 30% แต่หารายได้ทางด้านการเกษตรแค่ 6% ดังนั้นต้องเพิ่มผลผลิตต้องทำให้ได้มากขึ้นกว่าเดิม ส่วนเรื่องของอุตสาหกรรม 25% ก็ยังพบว่าแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ดังนั้น ต้องมองหาอุตสาหกรรมใหม่เพื่อเพิ่มให้กับประเทศ ส่วนการบริการ 66% ต้องเพิ่มมูลค่าด้วยการบริการมูลค่าสูง เพราะฉะนั้นเมื่อโลกเปลี่ยนแล้ว จะอยู่กับที่ไม่ได้ ประเทศไทยต้องพร้อมเปลี่ยนแปลงด้วย
หากพูดเรื่องการค้าขาย นางศุภจี แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม
1. การเชื่อมการค้าโลก เพราะโลกยุคปัจจุบัน ต้องพูดถึง ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) จากการขายแต่ตัวสินค้า ต้องเปลี่ยนเป็นขายวัตถุดิบ ขายสารตั้งต้น เพื่อเอาไปแปรรูปต่อ โดยต้องมองให้ครบทั้งระบบ
โดยปัจจุบันมีหลายประเทศที่ได้ดุลการค้าที่แตกต่างกันดังนั้นเราต้องไปหาข้อมูลว่าสิ่งที่ขายไปให้กับประเทศคู่ค้า สามารถไปทำประโยชน์ต่อและแปรรูปต่อเพื่อให้สามารถส่งออกไปต่างประเทศได้อย่างไร นี่คือพลัสที่ 1 เป็นวิธีเอาตัวเราไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ให้เปลี่ยนจากประเทศคู่ค้า เป็นพันธมิตร และเป็นหุ้นส่วนในการค้า
2. ส่วนของการบริการ หากเราขายสินค้าทางการเกษตรหรือสินค้าอุปโภคบริโภค ต้องมีการเจรจาการบริการควบคู่ไปด้วย เนื่องจากประเทศไทยมีการบริการมูลค่าสูงจำนวนมาก อาทิ บริการด้านการแพทย์ ด้านธุรกิจคอนเทนท์ เพื่อเพิ่มมูลค่าบริการให้สูงขึ้น ซึ่งต้องเปลี่ยนความคิด หรือ Mindset ใหม่
3. เรื่องของภาษีต่างตอบแทน อย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันนี้ประเทศสหรัฐอเมริกากำหนดอัตราภาษีแต่ละประเทศไม่เท่ากัน อาทิ ประเทศจีน อินเดีย และแคนาดา ที่มีอัตราภาษีมากกว่าประเทศไทย คือ 19% ดังนั้นต้องเจาะช่องว่าง เพื่อหาโอกาสว่าอะไรเป็นปัจจัยที่เราแก้ได้ หรือแก้ไม่ได้
ซึ่งสิ่งที่เราทำได้ คือ “หาช่องโอกาสไปทำ” แต่สิ่งสำคัญของการเชื่อมการค้าโลก คือ “ต้องหาประโยชน์ร่วมให้ได้” เพื่อให้เป็นคู่ค้าที่ยั่งยืน จากคู่ค้าเป็นพันธมิตรให้เป็นหุ้นส่วน ทั้งหมดคือ การตลาดระหว่างประเทศ
4. ส่วนด้านเกษตร ประเทศไทยต้องชูให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางด้านรายได้ เรื่องแรกเรื่องการส่งออก อยากจะชวนให้มาดูว่าเราซื้ออะไรจากใครบ้าง อาทิ ซื้อเครื่องบินกริฟเพน เรือฟริเกต และเครื่องบินพาณิชย์ แทนที่จะซื้อด้วยเงินสดอย่างเดียว ต้องพูดคุยเอาสินค้าเกษตรไปแลกบ้าง ให้บ้าง โดยวางนโยบายว่า ต้องไม่ซื้อด้วยเงินสดเท่านั้น ขอแลกแบบมีเงื่อนไข ซึ่งจะทำให้ฐานของราคาสินค้าการเกษตรสูงขึ้น เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น
ส่วนเรื่องการเพาะปลูก ต้องเปลี่ยนความคิดที่ปลูกตามตัวเอง เป็นตามใจคนอื่นด้วย อย่างในเรื่องของข้าวที่ประเทศไทยกับอีกหลายประเทศจะสลับกันเป็นอันดับหนึ่งของการส่งออกข้าว ซึ่งปัจจุบันอย่างข้าวหอมมะลิ ก็ไม่ใช่ว่าทุกพื้นที่จะสามารถปลูกได้
ดังนั้น ต้องดูความต้องการ เพราะในบางประเทศก็ไม่ได้ต้องการเพียงข้าวหอมมะลิ จึงต้องนำเรื่องนี้มาคิดเพื่อแข่งขันในการจัดส่งข้าวออกไปบริโภค ซึ่งต้องยอมรับว่าในหลายจังหวัดและหลายภาคของประเทศไทยก็จะมีข้าวแต่ละสายพันธุ์ที่ขึ้นชื่อ
นางศุภจี กล่าวต่ออีกว่า ในเรื่องของเครื่องมือการผลิตเพื่อส่งออก บางชุมชนขาดเครื่องสีข้าว บางชุมชนขาดเครื่องแพ็คแบบสูญญากาศ หรือแม้กระทั่งบางชุมชนมีความพร้อมแต่ขาดตลาดขาดการสร้างเรื่องราว และแพคเกจ ซึ่งที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 2 เดือน ได้เข้าไปช่วยเหลือประมาณ 200 ชุมชน ซึ่งหากเป็นรัฐบาลต่ออีก 4 ปี จะสามารถไปต่อยอดได้อีกหลายชุมชน
ซึ่งนอกจากเรื่องของข้าว ยังดูเรื่องของสินค้าการเกษตรอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลัง และพืชทางการเกษตรอีกมากมาย โดยเฉพาะพืชที่มีการบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) หรือสินค้ามูลค่าสูง ทั้งนี้ในช่วงระยะเวลาที่บริหารงานมา ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการข้าว หรือ กบข. ยังได้มีการอนุมัติงบประมาณ 2,000 บาทต่อไร่ โดยให้ 10 ไร่ต่อครอบครัว เพื่อให้ไปทดลองหาปลูกพืชท้ายไร่ ซึ่งที่ผ่านมายังได้มีการหาตลาดไว้สำหรับรองรับสินค้าด้วย โดยผลงาน 2 เดือนที่ผ่านมาได้อนุมัติไปแล้วถึง 1,000,000 ไร่
นโยบายติดปีก SMEs
นางศุภจี ยังกล่าวถึง นโยบายติดปีก SMEs ที่จะให้ประชาชน สร้างสินค้ามูลค่าสูง และในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กรมธุรกิจการค้าได้เน้นเรื่องการทำธุรกิจแฟรนไชส์ เป็นการขยายธุรกิจ โดยที่ไม่ต้องใช้เงินตัวเอง ซึ่งสิ่งนี้ เรียกว่า Asset Light ในเมื่อธุรกิจของประชาชนสามารถเป็นแฟรนไชส์ได้ เมื่อเข้าสู่กระบวนการกลั่นกรองมาตรฐานได้เป็นอย่างดีแล้ว ก็สามารถที่จะเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ เป็นสิ่งที่ทำแล้ว และจะทำต่อไปอีก
โดยมีตัวอย่างที่ได้จากการไปเยืยนซาอุดีอาระเบีย ที่มีความต้องการที่จะซื้อธุรกิจแฟรนไชส์จากประเทศไทย ถือเป็นตัวอย่าง Asset Light ที่จะติดปีกให้กับ SMEs ของเรา
นอกจากนี้ นางศุภจี ยังพูดถึงการสร้าง สนับสนุน เสริมทักษะ และผลักดันคน โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ที่มีความสามารถด้านการทำคอนเทนต์ หรือ Content Developer ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อนำคอนเทนท์สิทธิบัตรที่อยู่ในหัว มาช่วยค้าขายได้
ส่วนการผลักดันสินค้า GI หรือ สินค้าบ่งชี้ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ หากเราทำให้สินค้าที่อุปโภคบริโภค เป็นสินค้า GI ได้ มูลค่าก็จะสูงขึ้น ก็ถือว่าการเป็นการติดปีกให้กับ SME ไทย
ส่วนภาคอุตสาหกรรมในอนาคต คือการมุ่งสร้าง New S -Curve ที่ต้องเน้นการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง สร้างความมั่นใจ ความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว
ดังนั้น ต้องช่วยกันในลักษณะบูรณาการ ซึ่งปัจจุบันก็พยายามทำอยู่ อย่าง World Medical Senior Living
หัวใจสำคัญคือคนไม่ต้องเข้ามาเยอะ แต่อยู่กับเราให้นานขึ้น และใช้มากขึ้นนี่คือสิ่งที่เราจะสนับสนุนอย่างความยั่งยืน
นางศุภจี ยังกล่าวถึง การสนับสนุน การเป็น Multicaster อาทิ ฮาลาล หากประเทศไทยสามารถผลักดันตัวเองให้เป็น ฮาลาลฮับในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงได้ ก็จะสามารถต่อยอดได้ธุรกิจได้
นอกจากนี้ ยังมีต่างชาติให้ความสนใจ ในเรื่องของการถ่ายทำภาพยนตร์โดยที่สหรัฐอเมริกา มาเปิดวิทยาเขตร่วมกันกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราอยากจะผลักดัน
นางศุภจี ยังชูนโยบาย รัฐฉับไว อนุมัติไว ไม่มีกั๊ก เป็นความตั้งใจ ที่จะทำให้รวดเร็ว ฉับไว ลดความซ้ำซ้อนของกฎหมาย ลดความยืดเยื้อ ความไม่ทันสมัย พร้อมโปร่งใสเป็นธรรมเปิดเผยข้อมูล
ช่วงท้าย นางศุภจี กล่าวติดตลก ถึง Regulatory Guillotine หรือ การปฏิรูปกฎหมาย ที่เพราะรีบยุบสภาไปก่อน ซึ่งต้องรออีก 4 ปีถึงจะทำได้ พร้อมทั้งดึงดูดให้ประขาชนเข้ามายังระบบภาษี เพื่อได้สิทธิประโยชน์มากกว่า
หากทำเช่นนี้แล้วในทุกๆ นโยบาย สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือรอยยิ้มของคนไทย แม้ว่าตอนนี้ เราจะยิ้มไม่ค่อยออกเท่าไหร่แต่ถ้าขอเวลาอีก 4 ปี พวกเรายิ้มได้สวยเเน่นอน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB