พาณิชย์ เผย เงินเฟ้อ ธ.ค. 68 ลดลง 0.28% ทั้งปีลด 0.14% ติดลบ ครั้งแรกในรอบ 5 ปี
กระทรวงพาณิชย์ เผย เงินเฟ้อ ธ.ค. 68 ลดลง 0.28% ทั้งปีลด 0.14% จากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน และกระแสไฟฟ้า คาด ปี 69 อยู่ระหว่าง 0.0-1.0%
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือนธันวาคม 2568 เท่ากับ 100.19 เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2567 ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ลดลงร้อยละ 0.28 โดยมีปัจจัยสำคัญจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้า และน้ำมันเชื้อเพลิง ตามสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก รวมถึงมติของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ในการปรับลดอัตราเงินจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซล
ทั้งนี้ เงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2568 ลดลงร้อยละ 0.14 โดยมีปัจจัยสำคัญจากการปรับตัวลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง และค่ากระแสไฟฟ้า ตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก และมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ ขณะเดียวกัน ราคาผักสดและผลไม้สดปรับลดลงจากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น รวมถึงราคาของใช้ส่วนบุคคลที่ลดลงจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการ
สำหรับปี 2569 คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในช่วงร้อยละ 0.0 - 1.0 (ค่ากลางร้อยละ 0.5) ปรับตัวสูงขึ้นจากปี 2568 ที่ลดลงร้อยละ 0.14 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นภายใต้นโยบายรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยท้าทายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้า การแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่องและเร็วกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในระดับต่ำ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่และหลายมิติ รวมถึงความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อรายได้เป็นวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ความกังวลเรื่องเงินฝืด ก็ยังถือว่าเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังตลอดเวลาสิ่งสำคัญในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวคือต้องมีมาตรการรัฐมากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องหากถามว่าน่ากังวลไม่ก็กังวลในระดับหนึ่ง
ส่วนมติของรัฐบาลที่มองว่าเป้าหมายเงินเฟ้อทั้งปี 2569 จะเติบโตได้ที่ ร้อยละ1-3 นั้น มองว่า มีความเป็นไปได้ หากมีปัจจัยสำคัญสนับสนุน จากมาตรการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ และการดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยเงินเฟ้อที่กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยมองว่าอยู่ในระดับดี ควรอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 1–3 ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจกำลังขยายตัว
อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อที่ดีควรเกิดจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่ราคาสินค้าที่แพงขึ้นจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น ภัยธรรมชาติ หรือ ปัญหาด้านอุปทาน โดยกลไกสำคัญที่จะทำให้เงินเฟ้อขยับขึ้นอย่างมีคุณภาพ คือ การที่ประชาชนมีรายได้ในกระเป๋ามากขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ การเร่งใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุนที่เพิ่มขึ้นและนำไปสู่การจ้างงาน รายได้เกษตรกรที่ดีขึ้นจากราคาสินค้าเกษตร รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว
ทั้งนี้ ประเด็นที่น่ากังวลมากกว่าตัวเลขเงินเฟ้อ คือปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ หากเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นแต่คนรายได้น้อยยังไม่มีกำลังซื้อเพิ่ม ย่อมสะท้อนว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง โดยต้องจับตาว่าเกษตรกรในภูมิภาคต่างๆ มีรายได้เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ โดยเฉพาะ SME ย้ำว่า เป้าหมายสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจ ไม่ควรดูเพียงตัวเลขเงินเฟ้อ 1 หรือ 3% แต่ต้องพิจารณาว่าเศรษฐกิจที่ขยายตัวนั้น ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มฐานรากได้จริงหรือไม่
สำหรับสถานการณ์ที่สหรัฐบุกจับผู้นำเวเนซุเอลา นั้น กระทบต่อภาคการส่งออกของไทย ร้อยละ 00.01 แต่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB