ธปท. ชี้ เศรษฐกิจไทย ปี 69 เสี่ยงโตต่ำ คาดทั้งปี 1.5% จับตาปัจจัยเสี่ยงฉุดโตต่ำกว่าศักยภาพ
ธปท. ชี้ เศรษฐกิจไทย ปี 69 เสี่ยงโตต่ำ คาดทั้งปี 1.5% จับตาปัจจัยเสี่ยงฉุดโตต่ำกว่าศักยภาพ ทั้ง สหรัฐฯ-เวเนฯ การบริโภคเอกชนชะลอตัว
นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ได้เปิดเผย ถึงประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 หรือ GDP ว่า คาดจะขยายตัว 1.5% ซึ่งถือว่าเสี่ยงโตต่ำกว่าศักยภาพ โดยเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขันด้อยลงอย่างต่อเนื่อง กดดันเศรษฐกิจไทยให้มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงและขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ที่ชะลอลงจากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้การส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้า
แรงส่งจากภาครัฐที่แผ่วลงตามงบประมาณปี 70 ที่ล่าช้าราว 1 ไตรมาสจากการยุบสภา แต่จะไปเร่งในไตรมาสถัดไปจากการมี ครม.ที่ชัดเจน
ซึ่งโดยปกติแล้วกรมบัญชีกลางจะมีแนวทางการเร่งกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้เร็วขึ้น ทั้ง การประกาศประมูลผ่านเว็บไซต์ ลดขั้นตอนการซื้อจัดจ้างให้ทําได้ไวขึ้น แม้การเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้าจะทําให้เศรษฐกิจไทยแผ่วลงในไตรมาสที่ 4 แต่ไตรมาสที่ 1 ปี 70 จะสามารถกลับมาเร่งเบิกจ่ายได้
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัวจากปี 68 โดย คาดว่าปี 69 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ราว 33-35 ล้านคน มีมูลค่ารายรับภาคการท่องเที่ยว 1.5 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวจีนทยอยกลับมาอย่างต่อเนื่องจากความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนที่ดีขึ้น และอานิสงค์จากความขัดแย้งระหว่างจีน-ญี่ปุ่น ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวมาเลเซียมีแนวโน้มลดลงจากน้ำท่วมภาคใต้
สำหรับการส่งออกที่ไม่รวมทองคำมีแนวโน้มชะลอลงอยู่ที่ 2.1% แม้ทั้งปี 68 ที่ผ่านมาการส่งออกจะขยายตัว 12.3% ก็ตาม จากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น ประกอบกับฐานที่อยู่ในระดับสูง โดยแรงส่งจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่ทยอยลดลง และปัญหาความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตามมองว่าการส่งออกจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์จะยังคงสามารถพยุงการส่งออกของไทยให้ไปต่อได้ในระยะข้างหน้า เนื่องจาก เห็นสัญญาณการส่งออกที่ดีในตลาดที่ไม่ใช่ตลาดสหรัฐเพิ่มมากขึ้น
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่ำจากปัจจัยด้านอุปทานโดยเฉพาะพลังงานและอาหารสด ส่วนแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัด อย่างไรก็ตามความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ จากเครื่องชี้แนวโน้มราคาในระยะข้างหน้าที่ทรงตัว และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางที่ยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในครึ่งแรกของปี 2570 ทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกในหลายองค์ประกอบ แม้มีแนวโน้มต่ำตาม
ส่วนเรื่องการบริโภคมีแนวโน้มชะลอลง สอดคล้องกับแนวโน้มรายได้ของแรงงาน โดยการบริโภคยังถูกกดดันจากรายต่ำและไม่ทั่วถึง รวมทั้งหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับที่สูง ส่งผลให้ผู้คนจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น
สําหรับประเด็นที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง คือ เงินบาทที่แข็งค่า เพราะหากแข็งค่าต่อเนื่อง อาจกระทบค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว อาจซ้ําเติมปัญหาความสามารถการแข่งขัน รวมถึงกระทบภาคการส่งออก โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่เป็น SMEs และกลุ่มที่เน้นแข่งขันด้านราคาและมี margin ต่ำ อย่างสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป รวมถึงความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก และมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐที่คาดว่าจะมีเพิ่มขึ้นและรุนแรง
อย่างไรก็ตาม การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ที่ผ่านมา พบว่า การส่งผ่าน อัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ค่อนข้างน่าพอใจ ซึ่งธนาคารพาณิชย์โดยรวมประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ โดยอัตราการส่งผ่านไปยังอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR MRR MOR เฉลี่ย 40% แต่โดยรวมยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ซึ่งเป็นสัดส่วนหลักของเงินฝาก โดยธนาคารพาณิชย์ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำมีอัตราการส่งผ่านเฉลี่ย 40%
สำหรับพิจารณาปรับนโยบายการเงินในระยะต่อไป ระบุว่า ต้องคำนึงถึงการสะสมความไม่สมดุลและระบบการเงิน รวมถึงช่องว่างทางนโยบาย ที่มีจำกัดในการรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในอนาคต เนื่องจากยังมีความเสี่ยงต่อสถานภาพทางการเงินในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน ทั้ง ภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่อ่อนไหวต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดการเงินโลก รวมถึงความเชื่อมั่นที่เปราะบางต่อสถานภาพการคลังของประเทศที่มีนี่ภาคครัวเรือนสูงด้วย
พร้อมย้ำว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจการเงินของไทยต้องใช้การผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบายในหลายมิติ ทั้งมาตรการเศรษฐกิจบรรเทาผลของปัจจัยเชิงวัฏจักร เช่น มาตรการทางการเงินเฉพาะจุด เช่น โครงการ "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้" และ โครงการ "SMEs Credit Boost" ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ดําเนินการควบคู่กับมาตรการอื่นๆ ที่ช่วยลดผลกระทบภาษีตอบโต้ทางการค้า กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น รวมถึงมาตรการการปฏิรูปเชิงโครงสร้างการเงิน ยกระดับเศรษฐกิจ ส่งเสริมการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมทั้งต้องมีนโยบายการเงินที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจระยะสั้น ให้เอื้อต่อการปรับตัวเชิงโครงสร้าง โดยที่ต้องคำนึงถึงสถานภาพเศรษฐกิจการเงินระยะปานกลาง
ขณะที่ แนวโน้มของเศรษฐกิจไทยในปี 2570 มองว่า GDP จะขยายตัวอยู่ที่ 2.3% ซึ่งถือว่าจะฟื้นตัวแต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยปรับขึ้นจากแรงส่งภาครัฐที่คาดว่าจะกลับมา และการฟื้นฟูของภาคการท่องเที่ยว ขณะที่การส่งออกสินค้าและภาคการผลิตจะยังคงถูกกดดันจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่สูงอยู่ อย่างไรก็ตามภาคการท่องเที่ยวคาดว่าจะฟื้นตัว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจะอยู่ที่ราว 36 ล้านคน และรายรับด้านการท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านบาท
ส่วนสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา ธปท. ยังไม่มีมุมมองเรื่องดังกล่าว แต่สะท้อนถึงความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบไปยังเศรษฐกิจอย่างยิ่งในระยะต่อไป ซึ่งสหรัฐฯเข้ามามีบทบาทหลัก ทั้งสงครามด้านความมั่นคงทางทหาร การค้าโลกที่ปั่นป่วน และในระยะข้างหน้าจะต้องจับตาผู้เข้ามาดำรงตำแหน่งประธาน ธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่ ที่จะส่งผลต่อการเงินของโลก ทั้งนี้ อาจส่งผลต่อนโยบายการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่เริ่มผ่อนคลาย ซึ่งยังต้องติดตามในประเด็นดังกล่าวต่อไป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB