เหล็กไทยปี 69 ยังไฟลุกจากภาษีทรัมป์ เอกชนวอน!รัฐบาลใหม่หนุนมาตรการป้องกัน
อุตสาหกรรมเหล็กไทยปี 2569 ยังเผชิญแรงกดดันการค้าโลก คาดอานิสงค์ CBAM ดันส่งออกโต พร้อมวอนรัฐบาลใหม่หนุนมาตรการป้องกัน
นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมเหล็กไทยในปี 2569 ยังคงเผชิญความท้าทายต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศหลัก เริ่มจากสหรัฐอเมริกาที่ใช้มาตรการ Section 232 เก็บภาษีนำเข้าเหล็กในอัตรา 25% และมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 50% ทำให้เหล็กที่ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ได้ ไหลเข้าสู่ตลาดอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะอาเซียนและประเทศไทย ขณะที่ยุโรปก็มีการใช้มาตรการ Safeguard เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ
นายบัณฑูรย์มองว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะเติบโตไม่สูง ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ ซึ่งยังต้องเผชิญปัญหาเหล็กล้นตลาดจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีนที่มีกำลังการผลิตส่วนเกินจำนวนมาก และในปี 2568 การส่งออกเหล็กของจีนอาจแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ราว 120 ล้านตัน ส่งผลให้เกิดการแข่งขันด้านราคาและความเสี่ยงจากการทุ่มตลาด แม้จีนจะพยายามควบคุมกำลังการผลิต แต่ยังต้องใช้เวลา
สำหรับการปรับตัวของผู้ประกอบการไทย นายบัณฑูรย์ระบุว่า ภาคเอกชนจำเป็นต้องเร่งลดต้นทุน พัฒนาคุณภาพสินค้า และควบคู่กับการผลักดันให้ภาครัฐสนับสนุนมาตรการทางการค้าที่เป็นธรรม ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศได้เร่งดำเนินมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการหลบเลี่ยงมาตรการมากขึ้น แต่ยังพบการหลีกเลี่ยงอยู่บ้าง จึงเห็นว่าการสนับสนุนจากภาครัฐยังมีความจำเป็น จนกว่าสถานการณ์เหล็กล้นตลาดจะคลี่คลาย
ด้านกำลังการผลิต นายบัณฑูรย์เปิดเผยว่า ในช่วงปี 2566–2567 อัตราการใช้กำลังผลิตของอุตสาหกรรมเหล็กไทยต่ำกว่า 30% ก่อนจะปรับดีขึ้นในปี 2568 ส่วนหนึ่งมาจากการส่งออกไปยุโรปที่เพิ่มขึ้น โดยจุดแข็งของเหล็กไทยคือการผลิตเหล็กดิบด้วยเตาไฟฟ้าทั้งหมด ทำให้การปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยต่ำกว่าการผลิตด้วยเตาถลุงจากแร่เหล็กและถ่านหิน ซึ่งสอดรับกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของยุโรป หรือ CBAM ที่เริ่มมีผลจัดเก็บจริงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา
หากสถานการณ์ยังเป็นไปในทิศทางเดิม คาดว่าอัตราการใช้กำลังผลิตในปีนี้อาจทรงตัว ขณะที่ความต้องการใช้เหล็กในประเทศยังใกล้เคียงเดิมราว 16 ล้านตันต่อปี ส่วนการส่งออกคาดว่าจะเกิน 1.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน แต่ยังไม่สามารถประเมินอัตราการเติบโตที่ชัดเจนได้
ในแง่ปัจจัยบวก นายบัณฑูรย์มองว่า มาตรการ CBAM ของยุโรปถือเป็นโอกาสของเหล็กไทย เนื่องจากมีการปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง ซึ่งช่วยสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนภาษี
ปัจจัยบวกก็คือเรื่องของ CBAM ของยุโรป เหล็กของเรามีพื้นฐานการปลดปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าประเทศอื่น ก็ถือเป็นแต้มต่อในเรื่องต้นทุนภาษี แต่ปัจจัยลบที่ต้องติดตามก็คือการปกป้องทางการค้าที่อาจจะมากขึ้น ซึ่งก็อาจทำให้เหล็กจากต่างประเทศไหลเข้ามาในประเทศเรามากขึ้นครับ
สำหรับทิศทางตลาด ผู้ประกอบการยังต้องให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศเป็นหลัก เนื่องจากปริมาณการใช้ภายในประเทศยังสูงกว่าการส่งออก ขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสในการส่งออกไปยุโรปและสหรัฐฯ ในบางผลิตภัณฑ์ที่ประเทศเหล่านั้นผลิตเองไม่เพียงพอ หรือมีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม
ส่วนความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่ นายบัณฑูรย์ระบุว่า อุตสาหกรรมเหล็กเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง จึงอยากให้รัฐบาลเร่งปรับปรุงมาตรการป้องกันการค้าที่ไม่เป็นธรรมให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะการแก้ไขช่องโหว่ของมาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยงการทุ่มตลาด
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ภาครัฐเข้มงวดการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อคัดกรองผู้ประกอบการที่ขาดธรรมาภิบาล โดยเน้นคุณภาพสินค้า การพัฒนาเทคโนโลยี และการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมเหล็กไทยในระยะยาว
เพราะฉะนั้นก็อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ช่วยเร่งปรับปรุงมาตรการป้องกันการค้าที่ไม่เป็นธรรมให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยงการทุ่มตลาด ที่ปัจจุบันยังมีช่องโหว่ และต้องเริ่มกระบวนการไต่สวนใหม่ทุกครั้งเมื่อมีผู้หลบเลี่ยงรายใหม่เกิดขึ้น
ด้านนายเดชาคม บุญมา รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. กล่าวเสริมว่า เมื่อเข้าสู่ปี 2569 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มจัดเก็บภาษี CBAM อย่างเป็นทางการ การส่งออกเหล็กไทยไปยุโรปมีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตที่มีจุดแข็งด้านการปล่อยคาร์บอนต่ำ
พร้อมย้ำว่า CBAM ไม่ได้เป็นผลบวกทั้งหมด แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านด้านการแข่งขันมากกว่า เนื่องจากผู้ผลิตเหล็กในประเทศไทยที่ไม่ได้ใช้เตาไฟฟ้าหรือไม่ได้ใช้กระบวนการรีไซเคิล รวมถึงผู้ที่นำเข้าเหล็กมาแปรรูป อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนภาษีคาร์บอนที่สูงขึ้น ในขณะที่กลุ่มผู้ผลิตที่ใช้การรีไซเคิลในประเทศและส่งออก จะได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว
ทั้งนี้ เหล็กที่ผลิตจากกระบวนการถลุงแร่แบบเตาถลุง มีการปล่อยคาร์บอนสูงกว่าการผลิตแบบรีไซเคิลอย่างมีนัยสำคัญ โดยการปล่อยคาร์บอนอาจสูงกว่ากระบวนการรีไซเคิลเกือบ 4 เท่า ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในตลาดยุโรปภายใต้มาตรการ CBAM ในระยะต่อไป
ขณะที่ ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวะโครงสร้างแห่งประเทศไทย (TSEA) กล่าวถึงประเด็นโครงสร้างเหล็ก โดยเฉพาะกรณีอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว สะท้อนความจำเป็นในการทบทวนและยกระดับมาตรฐานวัสดุเหล็กอย่างจริงจัง เนื่องจากเหล็กเส้นเป็นสินค้าควบคุมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของประชาชน ปัจจุบันสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) อยู่ระหว่างปรับปรุงมาตรฐาน แต่ยังมีความท้าทายจากความหลากหลายของเทคโนโลยีการผลิต ซึ่งบางรูปแบบแม้ทำได้ในทางทฤษฎี แต่ควบคุมคุณภาพได้ยากในทางปฏิบัติ
ซึ่งการอนุญาตให้ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ต้นทุนต่ำแต่คุณภาพไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะในบริบทของความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว อาจกระทบต่อความปลอดภัยของโครงสร้างสาธารณะ อาคารสูง และคอนโดมิเนียมที่มีผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก จึงเห็นว่าภาครัฐควรพิจารณาแยกมาตรฐานและเข้มงวดการควบคุมคุณภาพให้ชัดเจน พร้อมตั้งคำถามถึงกรณีที่บางประเทศ เช่น จีน ยุติการใช้เตา IF ในการผลิตเหล็กแล้ว แต่ประเทศไทยยังคงเปิดให้ใช้อยู่
ทั้งนี้ สมาคมวิชาชีพและสภาวิศวกรเตรียมหารือร่วมกัน เพื่อผลักดันให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้น้ำหนักกับมาตรฐานความปลอดภัยมากกว่าประเด็นต้นทุน โดยย้ำว่าการกำหนดนโยบายด้านเหล็กในอนาคตควรพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งมิติความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม เศรษฐศาสตร์ และการค้าระหว่างประเทศ พร้อมย้ำว่าความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อน เป็นหลักสำคัญในการกำหนดมาตรฐานและการเปิด–ปิดตลาดในระยะต่อไป
เหล็กเส้นเป็นวัสดุที่เป็นสินค้าควบคุม เพราะมันเกี่ยวข้องกับเรื่องของความปลอดภัย และต้องมีวิศวกรมาออกแบบ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ต้นทุนถูกอย่างเดียว แต่ความปลอดภัยต้องมาก่อน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาครัฐ ควรให้น้ำหนักกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB