โมเดล “เขาแจกเราจ่าย” คือกับดักประเทศ อาจถูกหั่นอันดับเครดิต-สร้างภาระการคลัง
เอกชนมอง!โมเดลนโยบาย “เขาแจกเราจ่าย” คือกับดักประเทศ อาจถูกหั่นอันดับเครดิต-สร้างภาระการคลัง เหตุจ่ายแล้วจบแต่ไม่ต่อยอด
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวในเวทีเสวนา “เขาแจกแต่เราจ่าย ถึงเวลาประชา(ต้องเลิก)นิยม” ที่จัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ว่า ในมุมมองภาคธุรกิจ คำว่า “เขาแจก” หมายถึงการใช้เงินงบประมาณหรือการกู้เงิน ซึ่งท้ายที่สุดกลายเป็นหนี้สาธารณะและภาระสะสมของประเทศ พร้อมแสดงความกังวลต่อแนวโน้มที่พรรคการเมืองใช้นโยบายประชานิยมเพื่อเรียกคะแนนเสียง
โดยย้อนดูการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา พบว่านโยบายที่หาเสียงไว้จำนวนมากไม่สามารถทำได้จริง หรือเมื่อทำแล้วกลับก่อให้เกิดปัญหาตามมา
ทั้งนี้ ย้ำว่าไม่ได้คัดค้านการกระจายเม็ดเงินหรือการอัดฉีดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องอยู่ในกรอบที่ชัดเจนว่าเงินมาจากไหน ใช้อย่างไร และเกิดประโยชน์มากน้อยเพียงใด เพราะการแจกเงินเพื่อการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียวเป็นผลระยะสั้น เงินหมุนเพียงไม่กี่รอบแล้วหายไป ไม่ได้สร้างความยั่งยืน
ดร.พจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดยืนของหอการค้าไทยคือ “ประชานิยมเพื่อสร้างงาน สร้างรายได้” หากจะมีการแจกเงิน ควรออกแบบให้ต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้ ไม่ใช่แจกเพื่อใช้สอยเพียงครั้งเดียว พร้อมชี้ว่าปัญหาใหญ่ของประเทศคือทุกภาคส่วน “คิดแต่ใช้เงิน แต่ไม่คิดหาเงิน” ดังนั้น นโยบายของรัฐและการเมืองในอนาคตควรมุ่งไปที่การสร้างงานและแหล่งรายได้ให้กับประชาชน เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน มากกว่าการแจกเงินระยะสั้น
เราไม่เคยคัดค้านการกระจายเม็ดเงิน หรือการแจกเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประเทศ แต่ต้องดูว่าเงินมาจากไหน ใช้อย่างไร และใช้ประโยชน์ขนาดไหน เพราะแจกไปแล้วมันหายเลย ที่บอกว่าเวียนไปเวียนมา 3–4 รอบ ผมยังไม่เห็น
ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเสริมว่า ช่วงนี้มีพรรคการเมืองหลายพรรคเดินสายเข้าหารือกับภาคอุตสาหกรรม โดยประเด็นที่พูดคุยกันตรงกันคือแนวคิด “เขาแจกเราจ่าย” ซึ่งสะท้อนว่าประชานิยมในอดีตถูกใช้ซ้ำจนกลายเป็นธรรมเนียม และทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือเรียกคะแนนเสียง มากกว่าสร้างสรรค์เศรษฐกิจอย่างแท้จริง
ซึ่งโมเดลประชานิยมแบบแจกเงินอาจเคยได้ผลในอดีต แต่ปัจจุบันไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป และกำลังกลายเป็นกับดักของประเทศ ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยถูกประเมินเชิงลบจากบริษัทจัดอันดับเครดิต เนื่องจากเห็นชัดว่าเป็นโมเดลที่สร้างภาระทางการคลัง แจกแล้วจบ ไม่ได้ต่อยอดการพัฒนาในระยะยาว
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายบางเรื่อง เช่น การขึ้นค่าแรง หากรัฐหรือการเมืองไม่ใช่ผู้รับภาระโดยตรง แต่ผลักภาระไปให้ภาคเอกชน ก็ยิ่งซ้ำเติมปัญหา โดยบรรยากาศการหารือในระยะหลังเริ่มสะท้อนว่าหลายฝ่ายไม่ต้องการใช้การแจกเป็นกลไกหลักอีกต่อไป เพราะ “การแจกต้องมีศิลปะ” หากแจกแล้วไม่ก่อให้เกิดความสร้างสรรค์ กลับสร้างโทษในระยะยาว ถือว่าไม่ใช่นโยบายที่เหมาะสม
นายเกรียงไกร ยังแสดงความกังวลว่า การแจกเงินต่อเนื่องทำให้สังคมเคยชินกับการรอรับงบประมาณ ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาผลิตภาพ คุณภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมยกตัวอย่างจีนที่ปรับแนวทางจากการแจก มาเน้นการยกระดับมาตรฐาน คุณภาพ และนวัตกรรม ซึ่งเป็นแนวทางที่สร้างความยั่งยืนมากกว่า
อย่างไรก็ตาม นายเกรียงไกร มองว่า ในระยะสั้นยังจำเป็นต้องคำนึงถึงภาวะสภาพคล่องของผู้ประกอบการ SMEs ที่ยังตึงตัว จึงต้องหาจุดสมดุลระหว่างการช่วยเหลือเฉพาะหน้า กับการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเงินงบประมาณส่วนใหญ่ควรมุ่งไปสู่การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ตามแนวคิดที่TDRIเสนอไว้ มากกว่าการแจกเงินเพียงเพื่อการใช้จ่ายชั่วคราว
ขณะที่นายผยง ศรีวนิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวเสริมว่า ประเด็นสำคัญคือ ประเทศไทยต้องตอบให้ชัดว่าจะเดินไปสู่เศรษฐกิจแบบใด ระหว่างประชานิยม รัฐสวัสดิการ หรือเศรษฐกิจฐานความรู้ หากเลือกแนวทางหลัง การแจกเงินจะต้องเป็น “ประชานิยมที่สร้างงาน สร้างรายได้ และยั่งยืน” หากไม่มีการต่อยอด จะกลายเป็นการแจกแบบเททิ้ง เปรียบเสมือนการให้สเตียรอยด์ที่ทำลายโครงสร้างเศรษฐกิจ และยิ่งซ้ำเติมกลุ่มเปราะบางให้ติดกับดักการพึ่งพิง มากกว่าดึงออกจากปัญหา
ถ้ามันไม่สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ตามมาได้ มันจะแจกแบบเททิ้ง และนำไปสู่ลักษณะเหมือนสารเสพติดในการให้สเตียรอยด์ แทนที่จะฉุดเขาออกมาจากหลุม กลับให้เขาอยู่ในหลุมแต่มีชีวิตไปเรื่อยๆ ในหลุมนั้น
นอกจากนี้ นายผยง ยังตั้งคำถามเชิงโครงสร้างว่า ปัจจุบันกว่า 65% ของ GDP ประเทศไทยถูกสร้างโดยผู้ประกอบการเพียง 1% ขณะที่ผู้ประกอบการอีก 99% กลับมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจต่ำ ภารกิจสำคัญของนโยบายคือจะเปลี่ยนสมการนี้อย่างไรให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่สามารถมีบทบาทสร้าง GDP ได้มากขึ้น เพราะท้ายที่สุดรัฐยังต้องอุดหนุนกลุ่มที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ขณะที่เศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีสัดส่วนสูงถึง 48% แต่ยังเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้เพียง 7%
ในประเด็นข้อมูล นายผยง ระบุว่า ประเทศไทยมี Data อยู่แล้วจำนวนมาก แต่กระจัดกระจายตามโครงสร้างอำนาจและกฎหมายของแต่ละหน่วยงาน ทำให้การเชื่อมโยงทำได้ยาก ทางออกไม่ใช่การกวาดรวมข้อมูลใหม่ทั้งหมด แต่ควรสร้างระบบเชื่อมโยง กำหนดมาตรฐานข้อมูล (Data Standardization) และเปิดให้ภาครัฐ การเมือง เอกชน และวิชาการ นำไปใช้ตั้งโจทย์ วิเคราะห์ และกำหนดนโยบายร่วมกัน
สำหรับแนวโน้มจากพรรคการเมือง นายผยง ระบุว่า เริ่มเห็นบางพรรคพูดถึงแนวคิดเหล่านี้แล้ว แต่ยังอยู่ในระดับหลักการ ยังไม่เห็นแผนปฏิบัติการหรือขั้นตอนที่ชัดเจน พร้อมเสนอว่าประเด็นเหล่านี้ควรถูกนำมาถกเถียงในเวทีสาธารณะอย่างจริงจังและลึกมากขึ้น ก่อนกำหนดเป็นนโยบายของประเทศในอนาคต
ด้าน ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง TDRI กล่าวว่า มาตรการที่สร้างผลระยะยาวควรมุ่งไปที่การพัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะการอัปสกิล ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญของไทยในปัจจุบัน พร้อมเสนอแนวคิดการใช้ “คูปองฝึกทักษะ” เป็นประชานิยมรูปแบบหนึ่ง ที่แจกเพื่อพัฒนาศักยภาพแรงงานและสร้างรายได้ในอนาคต มากกว่าการแจกเพื่อใช้จ่ายระยะสั้น
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำเรื่องวินัยการคลังและความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากรภาครัฐ โดยเห็นว่าหลายโครงการใช้งบประมาณสูงแต่ไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทนที่เหมาะสม รวมถึงมาตรการภาษีบางส่วนที่ยังมีความไม่สมบูรณ์ ซึ่งควรถูกทบทวนควบคู่กับการออกนโยบายประชานิยม เพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระการคลังในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์ อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การถกเถียงเรื่องประชานิยมควรลงลึกว่า “แจกไปเพื่ออะไร และแจกแบบไหน” โดยยอมรับว่านโยบายระยะสั้นในอดีต เช่น รถคันแรก หรือคนละครึ่ง ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงในช่วงสั้น ทำให้การจับจ่ายและกิจกรรมทางเศรษฐกิจคึกคัก แต่ไม่ก่อให้เกิดผลระยะยาว และไม่ได้ต่อยอดให้ผู้เข้าร่วมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ศาสตราจารย์อธิภัทร ระบุว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังแบกรับต้นทุนจากการละเลยผลระยะยาวของนโยบายเหล่านั้น ทั้งในมิติการคลังที่เสถียรภาพซึ่งเคยเป็นจุดแข็ง กลับกลายเป็นจุดอ่อน สะท้อนจากรายงานจัดอันดับเครดิต ขณะที่การขาดดุลระดับ 4–5% ต่อ GDP กลายเป็นเรื่องปกติ และระบบภาษีไม่สามารถรองรับภาระได้ในระยะยาว
ทั้งนี้ ในมิติของการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งถือเป็นสิ่งหนึ่งที่บางพรรคการเมืองใช้เป็นหนึ่งในนโยบายในการหาเสียง รองศาสตราจารย์ ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อการต่อต้านการคอร์รัปชัน (KRAC) กล่าวด้วยว่า ต้องอาศัยข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญ แม้หลายพรรคการเมืองจะพูดถึงการใช้ AI, Big Data หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่หากไม่มีการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นมาตรฐาน เทคโนโลยีก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยระบุว่า มาตรฐานสากลด้าน Open Data เพื่อการต่อต้านคอร์รัปชันกำหนดให้เปิดเผยข้อมูลอย่างน้อย 30 ชุด แต่เมื่อเทียบกับประเทศไทย ยังเปิดได้ไม่ครบและกระจัดกระจาย หากสามารถเปิดและเชื่อมโยงข้อมูลสำคัญราว 25 ชุดได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้การตรวจสอบการทุจริตมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังเช่นกรณี “เสาไฟกินรี” ที่เกิดจากการเชื่อมโยงข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างจนขยายผลได้อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญยังคงเป็นปัญหาข้อมูลที่แยกอยู่ตามหน่วยงาน ใช้มาตรฐานต่างกัน และเปิดเผยในรูปแบบที่ไม่เชื่อมต่อกัน ทำให้การนำไปใช้ตรวจสอบหรือวิเคราะห์เชิงลึกทำได้ยาก แม้เริ่มเห็นบางพรรคการเมืองพูดถึง Open Data มากขึ้น แต่ยังขาดรายละเอียดเชิงปฏิบัติว่าจะเปิดข้อมูลอะไรและเปิดอย่างไรให้เกิดผลจริงในการต่อต้านคอร์รัปชัน
ต่อให้มี AI หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ถ้าไม่มีการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นมาตรฐาน เทคโนโลยีก็ทำงานไม่ได้ ถ้าเปิดและเชื่อมโยงข้อมูลสำคัญประมาณ 25 ชุดได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้การตรวจสอบการทุจริตมีประสิทธิภาพมากขึ้น เหมือนกรณีเสาไฟกินรี
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB