โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยหลังเลือกตั้ง เอกชนจี้เร่งยกเครื่องปรับโครงสร้าง
โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยหลังเลือกตั้ง จี้เร่งยกเครื่องปรับโครงสร้าง เตือนเสี่ยงหมดแรงแข่งขันโลกหากไม่ปฏิรูป
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 และระยะยาวเผชิญความท้าทายรุนแรงจากอัตราการเติบโตที่ชะลอลงต่อเนื่อง จากเดิมเคยขยายตัวเฉลี่ย 7% ลดลงเหลือราว 2% หลังโควิด และอยู่ในระดับต่ำสุดของอาเซียน ทำให้การทำธุรกิจยากขึ้นและเสี่ยงไม่สามารถก้าวสู่ประเทศรายได้สูงได้ตามเป้าหมาย
นายสมเกียรติชี้ว่า รายได้ต่อหัวของไทยปัจจุบันอยู่ราว 7,000 ดอลลาร์ต่อปี ขณะที่เกณฑ์ประเทศรายได้สูงขยับขึ้นเป็น 14,000 ดอลลาร์
หากไทยโตเพียง 2–3% ต่อปี อาจต้องรอถึงปี 2070 หรือยาวกว่านั้น แต่หากสามารถเร่งการเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี จะพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ราวปี 2041
ปีนี้ถ้ามาเทียบกับประเทศในอาเซียนทั้งหลาย เราอยู่อันดับบ๊วยครับ ถ้าเราโตเท่ากับช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คือประมาณ 2.4% ก็ต้องไปถึงปี 2070 แต่ถ้าเราสามารถโตเฉลี่ยได้ประมาณ 5% ต่อปี เราจะสามารถเป็นประเทศรายได้สูงได้ราวปี 2041
นอกจากนี้ นายสมเกียรติ กล่าวอีกด้วยว่า ปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทย คือการเติบโตต่ำจาก “ศักยภาพที่ลดลง” ไม่ใช่เพียงเศรษฐกิจชะลอชั่วคราว ทำให้การกระตุ้นการบริโภคหรือใช้จ่ายภาครัฐไม่ใช่คำตอบระยะยาว ขณะที่ครัวเรือนและ SMEs เดือดร้อนจากหนี้สูง สินเชื่อหดตัว แรงงานแม้มีงานทำแต่เป็นงานรายได้ต่ำ ไม่มั่นคง และผลประโยชน์จากการเติบโตตกกับทุนมากกว่าแรงงาน
อีกปัจจัยสำคัญคือปัญหาคอร์รัปชันและนิติธรรม อันดับความโปร่งใสของไทยลดลงต่อเนื่อง เสี่ยงกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจสีเทาและการฟอกเงิน ซึ่งบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและการลงทุน
ในด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการอ่อนแอ เกษตรยังติดกับดักสินค้าโภคภัณฑ์ อุตสาหกรรมถูกสินค้าจีนราคาถูกถล่มจากภาวะผลิตล้นโลก ขณะที่การท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นเต็มที่ และเผชิญแรงกดดันจากมาตรการการค้าของสหรัฐฯ และยุโรป รวมถึงกติกาสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก้ตาม นายสมเกียรติระบุว่า ทางรอดของไทยคือการ “ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ” สร้างงานที่มีคุณภาพ เพิ่มทักษะแรงงาน การลงทุน และผลิตภาพ ไม่ใช่เพียงกระตุ้นการใช้จ่าย พร้อมชี้ว่าไทยขาดแคลนแรงงานทั้งปริมาณและคุณภาพ จากสังคมสูงวัย การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุและมลพิษ รวมถึงคุณภาพการศึกษาที่ถดถอย
โจทย์เมืองไทยไม่ใช่ว่าเราไม่มีงานทำ เรามีงานทำแต่ไม่ใช่งานที่ดีพ งานรายได้ดี มีสวัสดิการ มีความมั่นคง และมีโอกาสก้าวหน้า ซึ่งงานแบบนี้มีไม่พอในประเทศไทย
ทั้งนี้ นายสมเกียรติได้เสนอแนะในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว คือ การลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ แก้คอร์รัปชัน เพิ่มการลงทุนที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศ ยกระดับภาคเกษตรไปสู่เกษตรพรีเมียมและตลาดเฉพาะ พัฒนาอุตสาหกรรมที่แข่งด้วยคุณภาพและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงผลักดันบริการสมัยใหม่ที่ส่งออกได้ เช่น สุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ และอุตสาหกรรมถ่ายทำภาพยนตร์
อย่างไรก็ดี TDRI ประเมินว่า หากไทยเพิ่มแรงงาน ปรับประสิทธิภาพการลงทุน ลดกฎระเบียบ และยกระดับผลิตภาพได้ จะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตจากศักยภาพปัจจุบันราว 2.3% เป็นใกล้ 5% ต่อปี และเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจให้หลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางในระยะ 15 ปีข้างหน้า
พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า โซลูชันเชิงวิชาการมีพร้อมแล้ว เหลือเพียงการตัดสินใจของรัฐบาลและพรรคการเมืองว่าจะกล้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง กล้าชนคอร์รัปชัน และเลิกใช้นโยบายที่ใช้เงินจำนวนมากแต่ไม่สร้างผลิตภาพให้ประเทศหรือไม่
ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวด้วยว่า กกร. มีมติร่วมกันในแนวทาง การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยหลังการเลือกตั้ง โดยมุ่งผันเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ แก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ส่งเสริมการลงทุนใหม่ สร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายและการต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อลดต้นทุนแฝงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ตามแนวคิด “Reinvent Thailand”
นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังคาดหวังให้นโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไปเป็น กลไกขับเคลื่อนร่วมระหว่างรัฐและเอกชนที่มีอำนาจตัดสินใจจริง ครอบคลุมการยกระดับขีดความสามารถการส่งออกและ SMEs การฟื้นฟูการท่องเที่ยวแบบบูรณาการ การฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุน การสร้างรายได้ผ่านการจ้างงาน การใช้กลไกการเงินภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการปลดล็อกกฎหมายและกฎระเบียบที่ซับซ้อน
ทั้งนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเห็นว่า เศรษฐกิจไทยทั้งในปีที่ผ่านมาและปีถัดไปยังเผชิญความท้าทายสูง จึงขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองทุกพรรคนำข้อเสนอจากภาคเอกชนไปแปลงเป็นนโยบายที่ทำได้จริง มีแผนปฏิบัติ ตัวชี้วัดที่ชัดเจน และความต่อเนื่องในการดำเนินงาน มากกว่าการประกาศเจตนารมณ์เฉพาะช่วงหาเสียง
ขณะที่นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII กล่าวเสริมว่า ปี 2569 ถือเป็นปีแห่งจุดเปลี่ยนของประเทศไทย จึงจำเป็นต้องเร่ง การยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่ โดยเสนอให้ดำเนินการใน 5 มิติหลัก เพื่อเป็นภารกิจแห่งชาติและต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่องไม่ว่ารัฐบาลใดจะเข้ามาบริหารประเทศ
มิติแรก คือ การปฏิรูปรัฐราชการ ลดขนาดและความซ้ำซ้อนของภาครัฐ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ปรับโครงสร้างกระทรวงและหน่วยงานให้คล่องตัว ควบคู่การผลักดันรัฐบาลดิจิทัลและการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดดุลพินิจ และแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง
มิติที่สอง คือ สร้างเศรษฐกิจใหม่ ยกเครื่องเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมที่ไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป มุ่งสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
มิติที่สาม คือ การปฏิรูปการคลังและสวัสดิการ สร้างวินัยการคลัง ตั้งเป้าลดการขาดดุลงบประมาณ คุมหนี้สาธารณะ ปฏิรูประบบภาษีเพื่อเพิ่มรายได้รัฐอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับสวัสดิการ โดยเฉพาะการรองรับสังคมสูงวัยให้มีความมั่นคงในระยะยาว
มิติที่สี่ คือ การปฏิรูปการศึกษา เพื่อสร้างคนไทยให้มีทักษะระดับโลก ใช้เทคโนโลยีและ AI Learning ลดปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา เร่งการ Re-skill และ Up-skill แรงงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดงานในอนาคต
และมิติที่ห้า คือ การสร้างสังคมที่เท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและการศึกษา กระจัดผูกขาด ส่งเสริม SMEsให้เป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญ ควบคู่การปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและสร้างความเป็นธรรมในสังคม
นอกจากนี้ นายอลงกรณ์ย้ำว่า หากประเทศไทยไม่เร่งเดินหน้าการปฏิรูปตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ประเทศอาจสูญเสียโอกาสในการฟื้นตัว และไม่มีกำลังเพียงพอที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในทศวรรษหน้าได้อีกต่อไป
ถ้าเราพ้นจากปี 2569 ไปแล้ว ประเทศไทยจะไม่มีกำลังพอที่จะยืนขึ้นได้ และไม่รู้จะแก้ยังไงต่อ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB