วาเลนไทน์ ปี69 คึกคัก คาด เงินสะพัดกว่า 2.8 พันล้านบาท สูงสุดในรอบ 6 ปี
วาเลนไทน์ ปี69 คึกคัก รับบรรยากาศเลือกตั้ง คาด เงินสะพัดกว่า 2.8 พันล้านบาท สูงสุดในรอบ 6 ปี
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การแข่งขันในการเลือกตั้งรัฐบาลครั้งนี้มีความเข้มข้น และจะส่งผลให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งบรรยากาศดังกล่าวยังช่วยหนุนการจับจ่ายใช้สอยในช่วงวันวาเลนไทน์ปี 2569 ให้มีความคึกคักกว่าปีที่ผ่านมา
จากผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายและทัศนะของประชาชนในช่วงวันวาเลนไทน์ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 33.1% มองว่าบรรยากาศการใช้จ่ายจะคึกคักมากกว่าปีก่อน
โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการจัดมหกรรมโปรโมชันของร้านค้า และความคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น จากนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ รวมถึงความหวังว่าหลังการเลือกตั้ง การเมืองจะมีเสถียรภาพ และได้รัฐบาลที่มีศักยภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น หลังนักท่องเที่ยวจีนเริ่มกลับมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเฉลี่ยสัปดาห์ละประมาณ 100,000 คน ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 15 สัปดาห์ ซึ่งคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 จะมีความโดดเด่นมากขึ้น หลังจากรัฐบาลใหม่เข้ามาดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านงบลงทุนและงบประมาณภาครัฐ
ที่สำคัญในช่วงไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ทั้งรัฐบาลรักษาการและรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ ควรเร่งส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในไตรมาสแรก ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยประคองเศรษฐกิจ คือ บรรยากาศการเลือกตั้งที่มีความคึกคักและการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ
“คาดว่า จะมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ช่วงการเลือกตั้งเพิ่มขึ้นประมาณ 40,000 - 60,000 ล้านบาท จากเดิม ประเมินไว้ที่ 40,000 - 50,000 ล้านบาท โดยเพิ่มมา 10,000 ล้านบาท เพราะเชื่อว่า พรรคอันดับ 1 2 3 ต้องแข่งกันเป็นเบอร์ 1 เพื่อเป็นการนำในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะฉะนั้นจะทำให้บรรยากาศการหาเสียงคึกคัก”
ด้านนางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายและทัศนะของประชาชนในช่วงวันวาเลนไทน์ในช่วงวันวาเลนไทน์ ปี 2569 พบว่า คนส่วนใหญ่ 35.3% ให้ความสำคัญกับวันวาเลนไทน์ระดับปานกลาง รองลงมา 21.1 % สำคัญมาก และ 12.2% ไม่สำคัญเลย โดยคนกลุ่มเจน Z ให้ความสำคัญมากที่สุด 37.6% รองลงมา คือ กลุ่มเจน Y 36.2% กลุ่มเจน X 21.8% และกลุ่มเจน BB 4.4%
ขณะที่ ความรู้สึกต่อบรรยากาศในช่วงวันวาเลนไทน์ พบว่า ส่วนใหญ่ในภาพรวมมีความรู้สึกในด้านบวก 69.1% เกิดความคาดหวัง เช่น ดอกไม้ 20.6% เครียด กดดัน 7.8% วิตกกังวล 2% และอื่นๆ 0.5%
ส่วนธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์ 5 อันดับแรก ได้แก่ โรงแรมที่พัก 20.1% รองลงมา คือ ร้านของขวัญและดอกไม้ 17.4% ตามด้วย ร้านอาหารและค่าเฟ่ 14.3% ช้อคโกแลต-ขนม 13.6% และบริการส่งของขวัญ 8%
สำหรับสถานที่ฉลองวาเลนไทน์ยอดนิยม 5 อันดับแรก ได้แก่ ร้านอาหาร/ล่องเรือทานอาหาร รองลงมา คือ บ้านตัวเอง ห้างสรรพสินค้า คาเฟ่ และบ้านคนรัก
ทั้งนี้ พฤติกรรมการและการวางแผนการใช้จ่ายในช่วงวาเลนไทน์ในปี 2569 เมื่อเทียบกับ ปี 2568 พบว่า
กิจกรรมการออกไปทานข้าวนอกบ้าน การซื้อของขวัญ และการไปเดินห้าง มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงมูลค่าการใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าปีก่อน
สำหรับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยโดยเฉพาะการซื้อของขวัญในการมอบให้กับคู่รักในปีนี้ อยู่ที่ 1,321.69 บาทต่อคน ซึ่งอยู่ในระดับค่าเฉลี่ยที่สูงที่สุดตั้งแต่ปี 2561 ส่วนมูลค่าการใช้จ่ายในภาพรวมช่วงวันวาเลนไทน์ ส่วนใหญ่จะใช้จ่ายประมาณ 2,401.71 บาท ซึ่งสูงกว่าปีก่อนหน้า โดย 30.4% มองว่า ค่าใช้จ่ายในช่วงวาเลนไทน์ปีนี้มูลค่าเพิ่มขึ้นจากสินค้าบริการแพงขึ้น
ขณะที่ บรรยากาศในช่วงวันวาเลนไทน์ปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ส่วนใหญ่ตอบว่าเหมือนเดิม 51.7% และมีความคึกคัก 33.1%
ส่งผลทำให้เงินสะพัดในช่วงวันวาเลนไทน์ปี 2569 นี้ คาดว่าจะมีมูลค่าการใช้จ่ายอยู่ที่ 2,899.42 ล้านบาท ขยายตัวจากปี 2568 ที่ 7.4% ถือว่าเป็นเงินสะพัดที่สูงสุดในรอบ 6 ปี และที่มาของเงินที่ใช้ เป็นเงินเดือน/ค่าขนม 70.1% เงินออม 26.1% ผู้ปกครองให้ 1.8% เงินช่วยเหลือรัฐ 1.4% และโบนัส 0.6%
นอกจากนี้ ได้มีการสอบถามว่าบรรยากาศทางการเมืองในขณะนี้ส่งผลทำให้กล้าใช้เงินเพิ่มมากขึ้นมากน้อยเพียงใด โดยส่วนใหญ่ตอบว่า ไม่มีความรู้สึกกับคำพูดนี้ 41.4% รองลงมา คือ เห็นด้วย 36.4% และไม่เห็นด้วย 10.2% และเมื่อสอบถามคาดว่าจะไปเลือกตั้งหรือไม่ ส่วนใหญ่ ตอบว่า ไปเลือกตั้ง 73.6% ไม่ไปเลือกตั้ง 1.4% และไม่แน่ใจ 25%
และเมื่อถามว่าคาดหวังอะไรมากที่สุดจากรัฐบาลชุดใหม่ เฉพาะผู้ที่ตอบว่าจะไปเลือกตั้ง 5 อันดับแรก ภาพรวมอยากให้ลดค่าครองชีพ/ควบคุมราคาสินค้า 36.4% รองลงมา คือ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ/เพิ่มรายได้ประชาชน 18.7% ตามด้วย ปฏิรูประบบราชการ/ลดการทุจริต 14% เพิ่มสวัสดิการผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง 11.2% และสร้างงานสร้างโอกาสทางอาชีพ 5.7%
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB