"ก๊าซสำรองเหลือเพียง 9 ปี" เตรียมชง ครม.ชุดใหม่เคาะสัมปทานรอบที่ 25
เจาะแผนพลังงานปี 69! กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เผย"ก๊าซสำรองเหลือเพียง 9 ปี" เร่งเครื่องฝ่าวิกฤต ดัน "อันดามัน-MTJA" ปั๊มเงินเข้าประเทศแสนล้าน พร้อมปักหมุด CCS ฮับอาเซียน
นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 ว่า จะมุ่งเน้นภารกิจหลักใน 3 มิติสำคัญ คือ การรักษาฐานการผลิตเดิม การเติมโอกาสใหม่ด้านการสำรวจ และการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เพื่อให้การบริหารจัดการปิโตรเลียมของไทยสอดรับกับสถานการณ์โลกที่ผันผวนและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
โดยย้ำว่าแม้ทิศทางโลกจะมุ่งสู่พลังงานทดแทน แต่เชื้อเพลิงฟอสซิลโดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ
ยังมีความจำเป็นสูงสุดในฐานะเชื้อเพลิงหลัก ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อรักษาสเถียรภาพของระบบไฟฟ้าประเทศไม่ให้เกิดปัญหาสะดุด
"ความจำเป็นของพลังงาน เรื่องของเชื้อเพลิงฟอสซิล มันก็ยังเป็นทรัพยากรที่สร้างความมั่นคงและรักษาสุขภาพของระบบไฟฟ้าของประเทศ ก๊าซธรรมชาติถือว่าเป็นเชื้อเพลิงสะอาดที่เหมาะที่สุดในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน อาจจะเป็นน้องๆ นิวเคลียร์นิดนึง แต่ตอบโจทย์เรื่อง Net Zero ได้ดีที่สุดในขณะนี้"
นอกจากนี้ นายวรากร ได้เปิดเผยตัวเลขสถานการณ์ความมั่นคงทางพลังงานที่น่าจับตามอง โดยระบุว่า ปัจจุบันไทยมีการจัดหาปิโตรเลียมประมาณ 2,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน (ผลิตเอง 32% นำเข้า 68%) แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้ว เหลือใช้ได้อีกเพียง 4.6 ปี และหากนับรวมปริมาณสำรองที่คาดว่าจะพบ จะเหลือใช้ได้อีกเพียง 8.3 ปี หรือประมาณ 8-9 ปีเท่านั้น หากไม่มีการสำรวจหรือค้นพบแหล่งใหม่เพิ่มเติม
"ตัวเลข 8 ปีนี้ เราประคองมานานพอสมควรแล้ว ถ้าเราปล่อยให้เป็นไปตามชะตากรรม ไม่คิดจะสำรวจ ไม่คิดจะพัฒนา ปริมาณสำรองจะหมดลงอย่างรวดเร็ว กรมฯ จึงต้องเร่งจัดหาให้ได้เท่ากับที่เราผลิตออกไปปีละ 1 TCF เพื่อประคองความมั่นคงนี้ไว้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเปิดสัมปทานรอบใหม่จึงรอไม่ได้"
สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่ผ่านมา กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติประสบความสำเร็จในการสร้างความต่อเนื่องในการผลิตปิโตรเลียม ผ่านการอนุมัติการต่อระยะเวลาผลิตใน 3 พื้นที่สำคัญ ซึ่งสร้างความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าของไทยอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่
1. แหล่งบัวหลวง (แปลง B8/38): ขยายเวลาผลิตไปอีก 10 ปี (สิ้นสุดปี 2578)
2. แหล่งไพลิน (แปลง B12/27): ขยายเวลาไปอีก 10 ปี (สิ้นสุดปี 2581) โดยแหล่งนี้มีความสำคัญมากเพราะผลิตก๊าซฯ ป้อนโรงไฟฟ้าหลักของประเทศ และในสัญญาใหม่ยังระบุให้ผู้รับสัมปทานต้องเร่งทำแผนพัฒนา "แหล่งอุบล" ภายใน 2 ปี เพื่อนำปิโตรเลียมในพื้นที่ศักยภาพมาใช้ให้คุ้มค่าที่สุด
3. แปลง B17-01 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJA): ขยายเวลาไปอีก 10 ปี (สิ้นสุดปี 2581)
โดยภาพรวมปีที่ผ่านมา สามารถนำส่งรายได้เข้ารัฐ (ค่าภาคหลวง, ส่วนแบ่งกำไร, ภาษี ฯลฯ) รวมมูลค่ากว่า 101,595 ล้านบาท (โดยประมาณการรวมภาษีเงินได้ปิโตรเลียม) และเฉพาะการต่อสัญญา 3 แหล่งข้างต้น คาดว่าจะสร้างรายได้ในอนาคตอีกกว่า 2,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 80,000 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 25 (แปลงสำรวจบนบก) ซึ่งล่าช้ามาก่อนหน้านี้ นายวรากรยืนยันว่า ขณะนี้กระบวนการพิจารณาคัดเลือกผู้ได้รับสิทธิเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว รอเพียงนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เพื่อเห็นชอบและลงนามในสัมปทาน
โดยสัมปทานรอบนี้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจภูมิภาคอย่างมาก ครอบคลุมพื้นที่ จำนวน 9 แปลง รวมกว่า 33,000 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็น
•ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: 7 แปลง (แหล่งความหวังใหม่ของก๊าซธรรมชาติบนบก)
•ภาคกลาง: 2 แปลง
ครอบคลุมพื้นที่ 21 จังหวัด ซึ่งหากมีการสำรวจพบและพัฒนา จะเกิดการจ้างงานและการลงทุนในพื้นที่ภาคอีสานจำนวนมาก
ไฮไลต์สำคัญที่สุดของปี 2569 คือการเตรียมเปิดให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รอบที่ 26 ในทะเลอันดามัน ซึ่งถือเป็นโอกาสใหม่ของประเทศ โดยประเมินทรัพยากรเบื้องต้นไว้สูงถึง 2-4 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต (TCF) และพื้นที่นี้มีโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่เชื่อมโยงกับแหล่งยักษ์ใหญ่ของเพื่อนบ้าน คาดว่าจะประกาศเชิญชวนนักลงทุนได้ในช่วงกลางปี 2569 หลังจาก ครม. ชุดใหม่เข้ารับตำแหน่ง
"พื้นที่ด้านใต้ของอันดามัน ติดกับแหล่งของบริษัท มูบาดาลา (Mubadala) ในน่านน้ำอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ประชิดเส้นพรมแดนไทยเลย เขาขุดเจอแหล่งก๊าซขนาดมหึมาถึง 7 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต (7 TCF) เราจึงเชื่อมั่นว่าพื้นที่ฝั่งไทยมีศักยภาพสูงมาก และจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ระดับโลกกลับมาสนใจลงทุนในไทยอีกครั้ง"
นอกจากการเปิดสัมปทานในประเทศแล้ว ยังมีโครงการยักษ์ใหญ่ที่รอการอนุมัติ คือการลงนามสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ฉบับใหม่ใน พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJA) แปลง A18-01 ซึ่งโครงการนี้ถือเป็น "Mega Project" ทางตอนใต้ของพื้นที่พัฒนาร่วมฯ ซึ่งแม้จะเป็นแหล่งที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ปนเปื้อนสูง แต่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถบริหารจัดการได้ โดยคาดการณ์ว่าจะก่อให้เกิด เม็ดเงินลงทุนตลอดสัญญาถึง 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 2.8 แสนล้านบาท) และสามารถสร้างรายได้ให้กับองค์กรร่วมฯ (รัฐบาลสองประเทศ) ประมาณ 3,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลาที่เป็นฐานสนับสนุนการผลิต
อย่างไรก็ดี เพื่อปลดล็อกอุปสรรคการลงทุน กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ มีแผนเร่งด่วนในการ แก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2514 ซึ่งล้าสมัย ไม่เอื้อต่อสภาพธรณีวิทยาปัจจุบันที่มีความซับซ้อนและแหล่งกระจัดกระจาย โดยจะใช้แนวทางการแก้กฎกระทรวงในบางประเด็นเร่งด่วนควบคู่กับการยกร่าง พ.ร.บ. ใหม่ เพื่อความรวดเร็ว โดยมุ่งเน้นระบบที่ยืดหยุ่น
ทั้งนี้ ในส่วนของการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Net Zero) กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกำลังขับเคลื่อนเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) อย่างจริงจังใน 2 โครงการหลัก
1. โครงการนำร่องที่แหล่งอาทิตย์ (Pilot Project): โดย ปตท.สผ. ลงทุนกว่า 13,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มอัดกลับก๊าซ CO2 ครั้งแรกได้ในปี 2571 สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 1 ล้านตันต่อปี (ระยะโครงการ 8 ปี)
2. โครงการศึกษาศักยภาพ CCS Hub ในอ่าวไทยตอนบน: เป็นความร่วมมือระดับรัฐบาล (G2G) ระหว่างไทยและญี่ปุ่น (กระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่น) พร้อมด้วยภาคเอกชนยักษ์ใหญ่อย่างกลุ่มบริษัท มิตซุย (Mitsui) และกลุ่ม ปตท.
ด้านนายศุภลักษณ์ พาฬอนุรักษ์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในไตรมาส 3 ของปี 2569 นี้ จะมี เรือสำรวจคลื่นไหวสะเทือน (Seismic Survey) เข้ามาสำรวจพื้นที่อ่าวไทยตอนบนเพื่อหาแหล่งกักเก็บคาร์บอนอย่างเป็นทางการ
โดยหากโครงการ CCS Hub ในอ่าวไทยตอนบนเกิดขึ้นเต็มรูปแบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คาดว่าจะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ 5-10 ล้านตันต่อปี และสร้างเม็ดเงินลงทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจสูงถึง 360,000 - 370,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติยอมรับว่า การผลักดัน CCS จำเป็นต้องมี มาตรการทางภาษี (Tax Incentive) จากภาครัฐ เนื่องจากเป็นโครงการที่มีต้นทุนสูงแต่ไม่มีรายได้ทางตรง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับกระทรวงการคลังและกรมสรรพากร เพื่อวางโครงสร้างภาษีที่เหมาะสมรองรับกฎหมาย Climate Change ที่กำลังจะออกมาในอนาคต
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB