ย้อนที่มาฉายา “Sick Man” นอกจาก “ไทย” มีประเทศใดบ้างเคยถูกเรียกแบบนี้?
หลังสื่อเศรษฐกิจระดับโลกวิเคราะห์ว่าไทยเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” มาดูกันว่าที่ผ่านมาเคยมีประเทศใดบ้างถูกตั้งฉายาเช่นนี้
กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงเศรษฐกิจ หลังสำนักข่าวระดับโลกอย่าง Financial Times เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง “ประเทศไทยกลายเป็น ‘คนป่วย’ แห่งเอเชียได้อย่างไร” (How Thailand became the ‘sick man’ of Asia)
“คนป่วย” (Sick Man) เป็นวลีที่ใช้เพื่ออธิบายประเทศหรือภูมิภาคที่กำลังประสบกับช่วงเวลาแห่งความเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง มักใช้กับประเทศที่ในอดีตเคยถูกมองว่าเป็นมหาอำนาจหรือมีศักยภาพ
จุดเริ่มต้นของคำนี้จริง ๆ คือ “คนป่วยแห่งยุโรป” (Sick Man of Europe) แต่ภายหลังมีการนำมาปรับใช้ในวงกว้างขึ้น รวมถึงประเทศในภูมิภาคเอเชีย
สำหรับประเทศไทย Financial Times มองว่า ครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยมีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ทุกวันนี้เผชิญกับทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ความไม่มั่นคงทางการเมือง สังคมผู้สูงอายุที่กระทบตลาดแรงงาน ช่องว่างด้านการศึกษาและนวัตกรรม หนี้ครัวเรือนและความเหลื่อมล้ำ และไม่สามารถปรับตัวได้เร็วพอในโลกที่กำลังเปลี่ยนไป
แน่นอนว่าไทยไม่ใช่ประเทศเดียวในโลกที่เคยถูกตั้งฉายาแบบนี้ เพราะเป็นคำที่ใคร ๆ ก็สามารถใช้ได้ แต่น้ำหนักจะมากขึ้นหากผู้ใช้คำนั้นเป็นบุคคลที่มีความสำคัญหรือสื่อที่มีอิทธิพล
ดังนั้น พีพีทีวีจึงขอรวบรวมประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่เคยถูกบุคคลระดับผู้นำและสื่อระดับโลกวิเคราะห์วิพากษ์ว่ากลายเป็นคนป่วยของภูมิภาค
จักรวรรดิออตโตมัน
ซาร์นิโคลัสที่ 1 แห่งจักรวรรดิรัสเซียถือเป็นผู้แรกที่ใช้คำว่า “คนป่วย” เพื่ออธิบายถึงจักรวรรดิออตโตมัน (ตุรกีในปัจจุบัน) โดยทรงมองว่าจักรวรรดิออตโตมันกำลังล่มสลาย อ่อนแอ และล้าหลังประเทศอุตสาหกรรมในยุโรปตะวันตก
มีข้อมูลว่า ซาร์นิโคลัสที่ 1 ทรงพยายามขยายอำนาจเข้าไปในบางส่วนของจักรวรรดิออตโตมันในปี 1853 ช่วง “ปัญหาตะวันออก” (Eastern Question) และทรงบรรยายถึงตุรกีว่าเป็น “คนป่วย” ระหว่างการพบปะกับ เมตเตอร์นิช อัครมหาเสนาบดีแห่งออสเตรีย
ทั้งนี้ มีการถกเถียงเกี่ยวกับที่มาของคำพูดนี้ แต่ที่นักประวัติศาสตร์หลายคนเห็นตรงกันคือ ซาร์นิโคลัสที่ 1 ตรัสแต่เพียงคำว่า “คนป่วย” เท่านั้น ส่วนคำว่า “แห่งยุโรป” เป็นสิ่งที่ถูกเติมในภายหลัง
วลี “คนป่วยแห่งยุโรป” ปรากฏครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ The New York Times ฉับับวันที่ 12 พ.ค. 1860 จากเนื้อหาว่า “สถานการณ์ของออสเตรียในขณะนี้ไม่ได้คุกคามสันติภาพของโลกน้อยไปกว่าสถานการณ์ของตุรกีในสมัยที่ซาร์นิโคลัสเชิญอังกฤษให้ร่างพินัยกรรมฉบับสุดท้ายของ ‘คนป่วยแห่งยุโรป’ เลย ความจริงแล้ว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่อีก 12 เดือนจะผ่านไปโดยที่ราชวงศ์ฮับส์บูร์กไม่ประสบกับหายนะครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่นับตั้งแต่การล่มสลายของโปแลนด์”
ฝรั่งเศส
ในปี 1953 พอล เรย์โนด์ นักการเมืองและนักกฎหมาย ได้กล่าวต่อสภาแห่งชาติว่า “ฝรั่งเศสเป็นคนป่วยแห่งยุโรป” เนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจและความหวังที่จางหายไปนับตั้งแต่ประเทศได้รับการสถาปนาขึ้นใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
และในปี 2007 มอร์แกน สแตนลีย์ บริษัทการเงินยักษ์ใหญ่ ได้เผยแพร่รายงานที่ กล่าวถึงฝรั่งเศสว่าเป็น “คนป่วยรายใหม่ของยุโรป” ฉายานี้ได้รับการยืนยันอีกครั้งในเดือน ม.ค. 2014 โดยสื่อใหญ่ของยุโรป เช่น เดอะการ์เดียน โดยให้เหตุผลว่าฝรั่งเศสมีอัตราการว่างงานสูง การเติบโตทางเศรษฐกิจอ่อนแอ และผลผลิตทางอุตสาหกรรมต่ำ
เยอรมนี
ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 เยอรมนีมักถูกเรียกด้วยคำนี้เนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการรวมประเทศเยอรมนี ซึ่งคาดว่าสูงถึงกว่า 1.5 ล้านล้านยูโร คำนี้ยังคงถูกใช้เมื่อเยอรมนีเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2003
ในทางตรงกันข้าม บทความในปี 2016 โดย เดอะการ์เดียน อธิบายเศรษฐกิจของเยอรมนีภายใต้การนำของ อังเกลา แมร์เคิล นายกฯ ในขณะนั้นว่า เป็น “การฟื้นตัว” จากสถานะ “คนป่วย”
อย่างไรก็ตาม เมื่อเยอรมนีประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอีกครั้งในช่วงทศวรรษ 2020 ความกังวลเกี่ยวกับการถูกมองว่าเป็น “คนป่วย” ก็กลับมาอีกครั้ง โดยประธานสถาบันคีลเพื่อเศรษฐกิจโลก กล่าวว่า "หากเยอรมนีไม่ต้องการเป็น ‘คนป่วยแห่งยุโรป’ อีกครั้ง เยอรมนีต้องหันมาให้ความสนใจกับภาคส่วนการเติบโตของอนาคตอย่างกล้าหาญ แทนที่จะใช้เงินหลายพันล้านเพื่อรักษาอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงในอดีตไว้ด้วยความกลัว”
อิตาลี
ในปี 1972 ลุยจิ เปรติ นักการเมืองจากพรรค PSDI ได้เขียนหนังสือชื่อ “อิตาลีป่วย” (Italia malata) ในหนังสือเล่มนั้น เขากล่าวว่า อิตาลีมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็น “คนป่วยแห่งยุโรป ที่พิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถก้าวทันได้ทันทีที่ก้าวไปถึงหลักไมล์แรกบนเส้นทางสู่ความเป็นอยู่ที่ดี”
ในเดือน พ.ค. 2005 ชื่อนี้ถูกยกให้แก่อิตาลีอีกครั้ง โดยสื่อเศรษฐกิจชื่อดังจากอังกฤษอย่าง The Economist ซึ่งอธิบายว่าอิตาลัเป็น “คนป่วยตัวจริงของยุโรป”จากปัญหาเชิงโครงสร้างและการเมืองของอิตาลีที่คิดว่าขัดขวางการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อฟื้นฟูการเติบโตทางเศรษฐกิจ
อิตาลีถูกกล่าวถึงอีกหลายครั้งว่าเป็นคนป่วยแห่งยุโรป ครั้งล่าสุดคือในบทความแสดงความคิดเห็นปี 2020 ของ CNBC สื่อเศรษฐกิจระดับโลก
รัสเซีย
ในปี 1917 หนังสือพิมพ์ The New York Times อธิบายจักรวรรดิรัสเซียว่าเป็น “คนป่วยแห่งยุโรป” โดยมีการใช้คำอุปมาอุปไมยเรื่องความเจ็บป่วยโดยตรงมากขึ้น
ผู้เขียนอธิบายว่า “จักรวรรดิกำลังทุกข์ทรมานจากการใช้ยาเกินขนาดของลัทธิสมัยใหม่ที่เกินจริงในแนวคิดการปฏิรูปสังคมนิยม และอันตรายสำหรับผู้ป่วยอยู่ที่ข้อเท็จจริงที่ว่ามีหมอเถื่อนและผู้เชี่ยวชาญที่ไม่รู้เรื่องมากเกินไปกำลังแย่งชิงสิทธิ์ที่จะเข้าไปดูแลผู้ป่วยและให้ยาแก้ปวด”
ภายหลังการก่อกบฏของกลุ่มนักรบรับจ้างวากเนอร์ในช่วงที่รัสเซียรุกรานยูเครน อเล็กซานดาร์ โจกิช นักรัฐศาสตร์กล่าวในปี 2023 ว่าฉายา “คนป่วยแห่งยุโรป” นั้นดูเหมือนจะเหมาะสมกับรัสเซียในมือปูติน
โจกิชอธิบายว่า “รัสเซียของปูตินพบว่าตัวเองอยู่ในทางตันทางทหาร เศรษฐกิจ การเมือง ประชากรศาสตร์ และแม้แต่ทางความคิดอย่างแน่นอน”
อังกฤษ
ตลอดช่วงปลายทศวรรษ 1960 และทศวรรษ 1970 สหราชอาณาจักรถูกกล่าวถึงในบางครั้งว่าเป็น “คนป่วยแห่งยุโรป” โดยนักวิจารณ์ แต่ที่เด่นชัดสุดคือคำวิจารณ์ตัวเองของรัฐบาลวิลสัน/คาลลาแกนชุดที่ 3 เนื่องจากความขัดแย้งทางอุตสาหกรรมและผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในยุโรป
ผู้สังเกตการณ์บางคนมองว่ายุคนี้เริ่มต้นด้วยการลดค่าเงินปอนด์ในปี 1967 และสิ้นสุดลงด้วยสิ่งที่เรียกว่า “ฤดูหนาวแห่งความไม่พอใจ” (Winter of Discontent) ช่วงปี 1978-1979
ในฤดูร้อนปี 2017 อังกฤษถูกสื่ออย่าง เดอะการ์เดียน กล่าวถึงอีกครั้งว่าเป็น “คนป่วยแห่งยุโรป” เนื่องจากผลกระทบโดยตรงจากผลการลงประชามติออกจาก Brexit ทั้งผลกระทบทางเศรษฐกิจ การประท้วงหยุดงานอย่างต่อเนื่องในภาครัฐ ความวุ่นวายทางการเมืองภายในพรรคอนุรักษ์นิยม และวิกฤตค่าครองชีพ
ณ เดือน มิ.ย. 2023 คำนี้ยังคงถูกนำมาใช้กับอังกฤษบ่อยครั้ง เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นยังคงสร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจภายในประเทศ
จีน
หนึ่งในตัวอย่างแรกสุดของการใช้คำว่า “คนป่วย” กับประเทศจีนคือในหนังสือพิมพ์เดลีนิวส์ของประเทศอังกฤษ ฉบับวันที่ 5 ม.ค. 1863 ในบทความเกี่ยวกับกบฏไท่ผิง บทความนั้นถูกตีพิมพ์ซ้ำในหนังสือพิมพ์เบลฟาสต์มอร์นิงนิวส์ฉบับวันที่ 7 ม.ค. ปีเดียวกัน ภายใต้ชื่อเรื่อง “คนป่วยในประเทศจีน”
ในปี 1895 หลังจากที่ญี่ปุ่นเอาชนะจีนในสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 1 นักเขียนชาวจีน เหยียนฟู่ ได้บรรยายถึงจีนว่าเป็น “คนป่วย” (病夫) ในบทความชื่อ “ว่าด้วยต้นกำเนิดแห่งความแข็งแกร่ง” ในหนังสือพิมพ์จือเป่า ซึ่งทำให้คำนี้เป็นที่นิยมในหมู่ปัญญาชนชาวจีน
จากนั้นในปี 1896 หนังสือพิมพ์นอร์ทไชนาเดลีนิวส์ของเซี่ยงไฮ้ ได้ตีพิมพ์บทความที่ระบุว่า “มีคนป่วยสี่คนในโลก ได้แก่ ตุรกี เปอร์เซีย จีน โมร็อกโก ... จีนคือคนป่วยแห่งตะวันออก”
ในช่วงเวลานั้น วลีนี้ถูกนำมาใช้โดยนักคิดชาวจีนที่มุ่งปฏิรูปการปกครองของราชวงศ์ชิง ซึ่งรวมถึง เหลียง ฉีเฉา และ คัง โหย่วเหวย
ฟิลิปปินส์
ฟิลิปปินส์เองเคยถูกเรียกว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ในสมัยของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ในช่วงทศวรรษ 1970 จนกระทั่งถูกโค่นล้มในปี 1986
ฟิลิปปินส์สามารถฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ในภายหลัง โดยในปี 2013 ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี เบนิญโญ อากีโน ที่ 3 ธนาคารโลกได้ขนานนามประเทศนี้ว่าเป็น “เสือที่กำลังผงาดแห่งเอเชีย”
ในปี 2014 การสำรวจขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่า “ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีกำไรมากเป็นอันดับสองในกลุ่มประเทศอาเซียน-5 รองจากไทย” ซึ่งเป็นการยกเลิกสถานะ “คนป่วย” ของฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของ โรดริโก ดูเตอร์เต นักวิจารณ์หลายคนออกมาบอกว่า เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช้าและการจัดการกับการระบาดของโควิด-19 ของรัฐบาล ฟิลิปปินส์จึงกลับมามีสถานะ “คนป่วย” อีกครั้ง
เรียบเรียงจาก (1) (2) (3) (4) (5) (6) (7) (8) (9) (10) (11) (12) (13) (14) (15) (16) (17) (18) (19) (20)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB