รัฐบาลใหม่เสียงแน่น แต่เศรษฐกิจยังเปราะบาง ไทยโตได้เต็มที่แค่ 3–3.5%
นักวิชาการชี้! รัฐบาลใหม่เสียงแน่น แต่เศรษฐกิจยังเปราะบาง เตือนไทยโตได้เต็มที่แค่ 3–3.5% เสี่ยงเป็น “ผู้ป่วยโลก” หากไม่ “เปลี่ยนอะไหล่” ประเทศ
ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเสร็จสิ้นไปเมื่อวานนี้ (8 ก.พ.69) แม้ผลอย่างเป็นทางการยังไม่ประกาศครบถ้วน แต่จากการนับคะแนนกว่า 90% พรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มคว้าอันดับหนึ่งและเป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาล นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เปิดเผย PPTV Wealth ผ่านรายการ Wealth Wake Up โดยประเมินว่า นายกรัฐมนตรีคนต่อไปมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล
โดยคาดว่ารัฐบาลใหม่อาจประกอบด้วยพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม รวมเสียงได้ราว 330–340 เสียง ซึ่งเพียงพอต่อการบริหารประเทศ
อย่างไรก็ตาม นายอัทธ์ ระบุว่า แม้รัฐบาลใหม่จะมีเสียงในสภาแน่นปึก แต่ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจยังไม่เต็ม 100% เนื่องจากแต่ละพรรคยังมีเครื่องหมายคำถามในสายตาประชาชน โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่แม้จะได้คะแนนถล่มทลายเกือบ 200 ที่นั่ง แต่กลับเป็นพรรคใหญ่ที่มีนโยบายเศรษฐกิจน้อยที่สุด เพียง 8 นโยบาย และใช้งบประมาณตามนโยบายราว 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจประเทศ
นายอัทธ์ ชี้ว่า นโยบายเศรษฐกิจที่โดดเด่นและสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมากที่สุดของพรรคภูมิใจไทย คือ “คนละครึ่ง พลัส” ขณะที่นโยบายอื่นยังเป็นภาพกว้าง เช่น การส่งออกแบบ Barter Trade การทำเกษตรพันธสัญญา การเพิ่มพื้นที่เกษตรเพื่อยกระดับผลผลิต รวมถึงการส่งเสริม SME ผ่านการเพิ่มมูลค่าสินค้า การทำแฟรนไชส์ และการสนับสนุน Startup และ Content Creator ซึ่งยังขาดรายละเอียดเชิงลึก
สำหรับเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ นายอัทธ์ เห็นว่า การการันตี GDP ไทยโต 3–5% ตามที่พรรคการเมืองหาเสียงนั้น “เป็นไปได้ยาก” โดยประเมินว่าศักยภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย หรือ Potential GDP อยู่ที่เพียง 3–3.5% เท่านั้น พร้อมเปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยเหมือน “รถเต่าคันเก่า” ที่ใช้งานมานานโดยไม่เปลี่ยนอะไหล่ ทำให้ไม่สามารถวิ่งได้เร็ว
เศรษฐกิจไทยเปรียบเหมือนรถเต่าคันหนึ่งที่วิ่งมานานมาก แล้วไม่ได้เปลี่ยนอะไหล่ อะไหล่หลายตัวชำรุด ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยที่จะวิ่งไปได้ ผมคิดว่า 3-3.5% นี่คือเต็มแมกซ์ แล้ว จะไปถึง 5% นั้นยากมาก เพราะอะไหล่ต้องเปลี่ยน
โดย นายอัทธ์ ระบุว่า อะไหล่ที่ต้องเร่งเปลี่ยน ได้แก่ ศักยภาพการแข่งขันของภาคการผลิตและการส่งออก คุณภาพแรงงานและบัณฑิตที่ยังไม่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมสมัยใหม่ ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและคอร์รัปชัน กฎระเบียบภาครัฐที่ไม่ทันโลก สังคมผู้สูงวัย การพึ่งพาแรงงานต่างด้าว รวมถึงการขาดเทคโนโลยีและนวัตกรรม หากไม่แก้ไขเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจไทยจะโตได้อย่างจำกัด
ทั้งนี้ นายอัทธ์ ยังเน้นว่า แม้รัฐบาลใหม่จะมีเสถียรภาพในสภา แต่นอกสภา โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชน จะเป็นตัวชี้ชะตารัฐบาล หากไม่สามารถแก้ปัญหาค่าครองชีพ รายได้ต่ำ และการจับจ่ายที่ซบเซาได้ ก็อาจนำไปสู่แรงกดดันทางสังคมและการเมือง
นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ยังต้องมีนโยบายเรือธงด้านการลงทุน เพื่อดึงเม็ดเงินจากทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ท่ามกลางความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่เชื่อมโยงไปถึงมาตรการภาษี การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ค่าเงิน และการทำ FTA
อย่างไรก็ดี นายอัทธ์ เห็นว่า การที่ไทยประกาศจุดยืนเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์อาจไม่เพียงพอ หากไม่มีเสน่ห์หรือความพร้อมด้านแรงงานและอุตสาหกรรมในการดึงดูดประเทศมหาอำนาจให้เข้ามาลงทุน พร้อมเสนอให้รัฐบาลตั้งวอร์รูมด้านภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อรับมือประเด็นใหญ่ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ภายใต้บริบทการเมืองโลก โดยเฉพาะนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์
ขณะเดียวกัน นายอัทธ์ ยังเห็นด้วยกับการประเมินของสื่อต่างชาติอย่าง Bloomberg และ Financial Times ที่ชี้ตรงกันว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของไทยไม่ได้อยู่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่คือ “ความไม่มั่นคงทางการเมือง” การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยครั้ง และการขาดเจตจำนงในการปฏิรูปอย่างจริงจัง
โดยระบุว่า หากตัดกรณีเมียนมาออกไป ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศอาเซียนที่มีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเมืองในระดับสูง ตรงกันข้ามกับเวียดนามที่มีความต่อเนื่องและเสถียรภาพทางการเมืองชัดเจน จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุน
รัฐบาลใหม่ของไทยจะอยู่ได้ยาวหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเสียงในสภาที่มีมากกว่า 300 เสียง แต่อยู่ที่ความสามารถในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนและสื่อต่างชาติกำลังกังวล
พร้อมย้ำว่า หากรัฐบาลไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาปากท้องและโครงสร้างเศรษฐกิจได้ ความผิดหวังของประชาชนอาจกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองในระยะต่อไป
ทั้งนี้ นายอัทธ์ มองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็น “หัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจไทย” หากประเทศยังคงเลือกแนวทางพัฒนาแบบเดิมๆ โดยไม่กล้าปรับโครงสร้างเชิงลึก ไทยอาจเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็น “ผู้ป่วยแห่งอาเซียน” ขยับมาเป็น “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย” และอาจลุกลามไปถึงระดับโลกในอนาคต ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนยังคงเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB