CIMB THAI เพิ่มคาดการณ์ GDP ไทย ปี 69 โต 2.1% จากแรงส่งปลายปีก่อน
CIMB THAI เพิ่มคาดการณ์ GDP ไทย ปี 69 โต 2.1% จากแรงส่งปลายปีก่อน ชี้ ไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูป หนุน โตเกิน 3% ภาษีสหรัฐฯ 15% เป็นความไม่แน่นอนใหม่
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินเศรษฐกิจไทย ปี 2569 มีแนวโน้มเริ่มฟื้นตัวชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี หากรัฐบาลใหม่สามารถจัดตั้งทีมบริหารและขับเคลื่อนนโยบายได้เต็มที่ โดยเฉพาะการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ แม้งบประมาณปี 2570 อาจมีความล่าช้าเล็กน้อยในช่วงเปลี่ยนผ่านก็ตาม
ทั้งนี้ ธนาคารได้ปรับเพิ่มประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2569 เป็นขยายตัว 2.1% จากเดิม 1.6% หลังเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัวดีกว่าคาด และส่งแรงต่อเนื่องมาถึงปีนี้ จากฐาน GDP ปี 2568 ที่เติบโต 2.4% โดยมองว่าเศรษฐกิจครึ่งแรกปี 2569 ยังเติบโตจำกัด เนื่องจากความเชื่อมั่น การลงทุน และการใช้จ่ายภาครัฐยังฟื้นไม่เต็มที่ ก่อนจะเร่งตัวในช่วงไตรมาส 3–4 จากแรงหนุนมาตรการภาครัฐ การลงทุน และการจ้างงาน
โดยแม้อัตราการว่างงานไทยอยู่ในระดับต่ำราว 1% แต่ปัญหา คือ แรงงานจำนวนมากทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในภาคเกษตรและแรงงานนอกระบบ จึงเสนอให้ภาครัฐเน้นมาตรการจ้างงานแลกเงินและการพัฒนาทักษะ มากกว่าการแจกเงินแบบหว่านแห เพื่อสร้างรายได้และการบริโภคที่ยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวมองว่าเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 2.5% ต่อปี หากไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้เติบโตเกิน 3% ได้ในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า คือ การปรับกฎระเบียบ ลดอุปสรรคการลงทุน แก้ปัญหาคอร์รัปชัน และดึงดูด FDI
ด้านนโยบายการเงิน คาดว่า จะไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะคงที่ที่ 1.25% ตลอดปี 2569 เพื่อรักษาพื้นที่เชิงนโยบาย เนื่องจากผลของการลดดอกเบี้ยใช้เวลา 6–12 เดือน กว่าจะส่งผ่านเต็มที่ ขณะที่ ค่าเงินบาท คาดสิ้นปีอยู่ที่ประมาณ 32.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยหากเงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไปอาจกระทบความสามารถแข่งขันภาคส่งออกและท่องเที่ยว
สำหรับปัจจัยความเสี่ยงภายนอก นโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ถือเป็นปัจจัยไม่แน่นอนใหม่ในปี 2569 โดยเฉพาะหลังมีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าจาก 10% เป็น 15% ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมองว่าเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายต่อเศรษฐกิจไทย ระยะสั้นอาจเกิดการเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้า (front-load) แต่ในระยะต่อไปความไม่แน่นอน อาจกดดันการลงทุนและการส่งออกได้ โดยเฉพาะหากอัตราภาษีของประเทศคู่แข่งกลับมาใกล้เคียงกับไทย
อย่างไรก็ตาม แม้คำวินิจฉัยศาลฎีกาล่าสุดทำให้สินค้าไทย เช่น ยานยนต์ ยาง และอิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่ม 19% แต่ยังมีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายบริหารสหรัฐจะใช้มาตรการตาม Section 122 เป็นการชั่วคราว 150 วัน และผลักดันเป็นกฎหมายถาวรในระยะต่อไป
“จับตา วิกฤตภาษีสหรัฐ เพราะจะกระทบเศรษฐกิจไทยใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ส่งออกชะลอจากความเสี่ยงภาษี 2) การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ชะลอจากภาวะ Wait and See และ 3) ค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่า หากดอลลาร์อ่อน ซึ่งจะกดดันกำไรผู้ส่งออก ขณะเดียวกัน มาตรการภาษีต่อจีนตาม Section 301 อาจทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ไทยและอาเซียน เพิ่มการแข่งขันด้านราคา ไทยจึงควรเร่งกระจายตลาดส่งออก เสริมมาตรการป้องกันการทุ่มตลาด และดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง เพื่อลดผลกระทบในระยะยาว”
ด้านนางสาวนงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศมีโอกาสเร่งตัวขึ้นได้ในครึ่งหลังของปีนี้หลังมีรัฐบาลใหม่ ด้วยมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการค้า รวมถึงช่วยเหลือกลุ่ม SME ผ่านแผน “10 พลัส” การปรับโครงสร้างภาษีและมาตรการเพิ่มรายได้ภาษีอาจทำให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนไม่เติบโตแบบก้าวกระโดดแต่จะช่วยลดการขาดดุลทางการคลัง ส่วนการปรับใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนหากมีการจัดเก็บภาษีคาร์บอน อาจมีส่วนช่วยให้มีการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นในปีนี้และปีหน้า ทั้งนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การควบคุมคุณภาพการก่อสร้าง และการบังคับใช้กฎหมาย ยังคงมีความสำคัญที่จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ
ภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่างประเทศทั้งทางการค้าและการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ไทยอาจสามารถเป็นแหล่งผลิตและผู้ส่งออกทดแทนประเทศคู่ขัดแย้ง แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย อาทิ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และยุโรปก็อาจทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทยเผชิญความท้าทายอยู่บ้าง
แม้นักลงทุนในตลาดทุนดูเหมือนจะตอบรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ในทิศทางบวก แต่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางอยู่ อาทิ หนี้ครัวเรือนสูงกว่า 80% มาโดยตลอด แม้ในช่วง 2 ปีนี้จะปรับลดลงซึ่งเป็นผลจากการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจมีความยั่งยืน ไม่เน้นการสร้างหนี้ที่ไม่จำเป็นและพิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามนโยบายของธปท. ขณะเดียวกัน หนี้สาธารณะมีสัดส่วนต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ (ณ ธันวาคม 2558 อยู่ที่66.09%) หากอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังคงต่ำ สัดส่วนหนี้สาธารณะก็จะยังคงสูงขึ้นและอาจแตะเพดานหนี้ได้ในปี 2570
“ขณะที่ หนี้ภาคเอกชน สูงขึ้นจากช่วงก่อนมีการระบาดโควิดถึง 2.2 ล้านล้านบาท แม้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สินเชื่อธุรกิจอาจไม่เติบโตมากนัก แต่เอกชนมีการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้แทน โดยมูลค่าตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 33% ในระยะเวลา 6 ปี ทำให้สัดส่วนหนี้เอกชนต่อ GDP อยู่ในระดับที่สูงกว่า 70% แต่เนื่องจากไทยยังมีสภาพคล่องในตลาดเงินอยู่จึงทำให้ความต้องการซื้อหุ้นกู้สูงส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ การตัดสินใจถือครองหุ้นกู้จึงต้องระมัดระวังและพิจารณาความเหมาะสมของอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราผลตอบแทนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงด้วย”
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB