ยอดส่งออกรถยนต์ ม.ค. 69 วูบ 6.28% ต่ำสุดในรอบ 45 เดือน
ยอดส่งออกรถยนต์ ม.ค. 69 วูบ 6.28% ต่ำสุดในรอบ 45 เดือน นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยยอดการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เดือนมกราคม 2569 ส่งออกได้ 58,405 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม 2568 6.28% ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 45 เดือน นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565
เป็นผลมาจากการเลิกผลิตรถยนต์นั่งบางรุ่นเพื่อส่งออก และความเข้มงวดในการนำเข้ารถยนต์ที่ไม่มีอุปกรณ์ช่วยขับในด้านความปลอดภัยรวมทั้งการเข้มงวดการปล่อยคาร์บอน
ส่งผลให้ส่งออกรถยนต์ลดลงในตลาดเอเชีย ตลาดแอฟริกา ตลาดอเมริกาเหนือ ตลาดอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ประเภทรถยนต์ส่งออกเดือนมกราคม 2569 โดยมูลค่าการส่งออกรถยนต์ 39,092.58 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม 2568 5.68%
ส่วนรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม 2569 ส่งออกทั้งสิ้น 79,078 คัน (รวม CBU + CKD) เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2568 8.49% โดยมีมูลค่า 5,351.75 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม 2568 12.94%
ซึ่งหากรวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์รจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ เดือนมกราคม 2569 จะมีทั้งสิ้น 63,967.95 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 6.03%
ส่วนข้อมูลจดทะเบียนยานยนต์ใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ มีจำนวนทั้งสิ้น 83,281 (เฉพาะ รย.1) โดยตัวเลขที่น่าสนใจคือประเภทไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 40,442 คัน มีสัดส่วน 48.56% หรือถือว่าสูงสุดตั้งแต่บันทึกมา
โดยในเดือนมกราคม 2569 มียานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท BEV จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 45,668 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคมปีที่แล้วถึง 210.43%
มาดูที่การผลิตรถยนต์ของประเทศไทย ในเดือนมกราคม 2569 ทั้งสิ้น 118,386 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2568 3.98% และเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2568 10.53% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก การผลิตรถยนต์นั่งเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้น 46.56% และผลิตรถกระบะเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้น 153.57%
รวมทั้งผลิตรถบรรทุกเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้น 76.18% ตามการลงทุนของภาคเอกชนในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 และผลิตรถยนต์ ไฟฟ้าชดเชยการนำเข้ามาขายในปี 2567 - 2568 เป็นปีแรกจากโครงการ EV 3.5 ซึ่งตัวเลขการเพิ่มขึ้นดังกล่าว สะท้อนว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น
ขณะที่การผลิตเพื่อส่งออก เดือนมกราคม 2569 ผลิตได้ 79,686 คัน เท่ากับ 75.71% ของยอดการผลิตทั้งหมด โดยเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2568 6.19%
ส่วนยอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ เดือนมกราคม 2569 ระบุว่า ผลิตได้ 38,700 คัน เท่ากับ 24.29% ของยอดการผลิตทั้งหมด โดยเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2568 20.71%
สำหรับรถจักรยานยนต์ เดือนมกราคม 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 201,007 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม 2568 10.50% แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 166,394 คัน ลดลงจากปี 2568 6.43% และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 34,613 คัน ลดลงจากปี 2568 25.99%
นายสุรพงษ์ ยังได้เปิดเผยถึงยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนมกราคม 2569 ด้วยว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 73,936 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2568 53.77% โดยเป็นการเพิ่มขึ้น จากการเร่งส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าในโครงการ EV 3.0 ซึ่งสิ้นสุดลงในปี 2568 รวมทั้งเริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยในอัตรา 2:1 ของโครงการ EV 3.5 ส่งผลยอดขายรถยนต์นั่งและรถ SUV เพิ่มขึ้น 76.2% และ 93.6% ตามลำดับ จากเดือนมกราคม 2568
เข้มสินเชื่อรถกระบะ ยอดขาย ม.ค. ลดลง 5.5%
อย่างไรก็ตาม รถกระบะยังคงมียอดขายลดลง 5.5% จากเดือนมกราคม 2568 เนื่องจากสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ จากเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำ แม้ GDP ไตรมาส 4 ปี 2568 และทั้งปีที่ผ่านมีจะดีขึ้นกว่าที่คาดก็ตาม แต่กำลังซื้อของประชาชนยังคงอ่อนแอ ภาคอุตสาหกรรมยังใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60% ของกำลังการผลิตทั้งหมด
ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 154,124 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2568 14.71% แต่ลดลงจากเดือนมกราคม 2568 1.42%
ตั้งเป้าการผลิตเพื่อขายในประเทศโต 10% 550,000 คัน
สำหรับคาดการณ์แนวโน้มในปีนี้ ตั้งเป้าการผลิตเพื่อขายในประเทศอยู่ที่ 550,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 10% จากการตั้งเป้าในปี 2568 ที่ 500,000 คัน พร้อมกับตั้งเป้ายอดขายอยู่ที่ 620,000 - 650,000 คัน
อย่างไรก็ตาม นายสุรพงษ์ ระบุว่า การตั้งเป้าดังกล่าวขึ้นอยู่กับการทำงานของรัฐบาลใหม่ ว่าจะมีมาตรการใดมาสนับสนุนบ้าง รวมถึงความสามารถว่าจะดึงเม็ดเงินลงทุนในประเทศได้มากน้อยแค่ไหนและเพิ่มการลงทุนได้เร็วเท่าไหร่
ขณะที่ความเสี่ยงและความท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2569 ระบุว่า ยังคงเป็นเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาลว่าจะรวดเร็วและเสร็จในช่วงใด อีกทั้งยังมีเรื่องของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจรุนแรงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อการค้าโลก ที่อาจทำให้การผลิตชิ้นส่วนบางอย่างชะลอหรือต้องหยุดชะงัก จนส่งผลให้ชิ้นส่วนขาดแคลนและไม่สามารถส่งมอบได้ตามเป้าหมาย
รวมไปถึงสงครามการค้าโลกที่ต้องรอดูท่าทีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าจะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมออกมาหลังจากนี้ และยังต้องติดตามความผันผวนของการค้าโลกในระยะต่อไป
นอกจากนี้ ยังคงมีมาตรการเรื่องควบคุมคาร์บอน จากประเทศคู่ค้าอีกด้วย อย่างเช่น ยุโรป ว่าจะเข้มงวดขนาดไหน รวมไปถึงความสามารถทางการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งที่มีการผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมคล้ายกับไทยแต่มีราคาถูกกว่า ซึ่งต้องดูว่าไทยจะสามารถแข่งขันกับประเทศต่างๆเหล่านี้ได้มากน้อยแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม นายสุรพงษ์ กล่าวด้วยว่า เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทยที่เติบโตมากกว่าที่คาดในอัตรา 2.5% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 จากการลงทุนรวมที่ขยายตัว 8.1% โดยเป็นการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว 6.5% จากการปลดล็อกให้นักลงทุนมีความคล่องตัวมากขึ้น
ส่งผลให้การก่อสร้างโรงงานขยายตัวถึง 12.2% และจากภาครัฐที่เร่งลงทุนขยายตัว 13.3% รวมถึงมีการนำเข้าสินค้าที่ขยายตัว 12.8% โดยเฉพาะเครื่องจักรขยายตัว 21.8%
ซึ่งคาดหวังว่า การจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะมีเสถียรภาพและจะทำงานครบ 4 ปี และคาดหวังว่าอยากให้รัฐบาลใหม่เข้ามาผลักดันการลงทุนที่ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาทในปี 2568 ให้ลงทุนเร็วขึ้น เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ ให้คนไทยมากขึ้น เนื่องจากจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้มากกว่า 5% เหมือนในอดีต นำไปสู่การที่ภาครัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นและนำรายได้มาพัฒนาเศรษฐกิจไทยต่อไป
และคาดหวังให้งบประมาณปี 2570 ทันใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม 2569 และไม่ล่าช้า เนื่องจากส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจภายในระยะต่อไป โดยหวังว่างบประมาณจะผ่านขั้นตอนในสภาได้เร็ว
ส่วนภาษีสหรัฐฯรอบใหม่ หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศจัดเก็บภาษีทุกประเทศเท่ากันอยู่ที่ 15% นั้น ระบุว่า เชื่อว่าจะส่งผลให้การส่งออกของไทยยังอยู่ในระดับที่ดีอยู่ แต่ต้องติดตามหลังจากผ่าน 150 วันไปแล้ว ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร และจะมีมาตรการใดเพิ่มเติมมาอีกหรือไม่อีกครั้ง ซึ่งสิ่งที่ตนเองคาดหวังให้รัฐบาลทำในช่วงนี้คือดูแลในเรื่องของค่าเงินบาทไม่ให้แข็งเกินไป เพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันในเรื่องการส่งออกกับประเทศเพื่อนบ้านได
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB