พาณิชย์ กางแผน คุมห่วงโซ่ผลไม้ไทย จับคู่ธุรกิจ ใช้โอกาสภาษีสหรัฐฯ เร่งส่งออก "สับปะรด"
พาณิชย์ กางแผน คุมห่วงโซ่ผลไม้ไทย จับคู่ธุรกิจ 18 ประเทศ ดันส่งออกพรีเมียมเจาะตลาดเมืองรองจีน-ตะวันออกกลาง-คาร์บอนต่ำ เผย ปี 68 ยอดส่งออกผลไม้ทะลุ 2.9 แสนล้าน พร้อมสั่ง SMEs คว้าโอกาสทองภาษีสหรัฐฯ มาตรา 122 เร่งส่ง "สับปะรด"
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายในพิธีโครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่นๆ ที่จัดขึ้นโดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ว่า โครงการจับคู่ธุรกิจในปีนี้ถือเป็นปีที่ 7 ซึ่งมีความสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาผลไม้ไทยก่อนเข้าสู่ฤดูกาลผลผลิต โดยนโยบายหลักคือการดูแลห่วงโซ่อุปทาน อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การดูแลผลผลิตของเกษตรกร (ต้นน้ำ) การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (กลางน้ำ) ไปจนถึงการส่งออกและกระจายสินค้า (ปลายน้ำ)
“เราต้องให้ความสำคัญกับทุกคนในห่วงโซ่นี้ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่การจับคู่แล้วจบไป แต่ต้องเป็นการสร้างผู้ประกอบการรายใหญ่ให้แข็งแรงขึ้น และเปิดประตูโอกาสให้รายใหม่สามารถส่งออกได้จริง”
นอกจากนี้ ได้กล่าวถึงประเด็น ถึงประเด็นสำคัญเรื่องมาตรการทางการค้าโลก โดยเฉพาะ มาตรา 122 ของสหรัฐอเมริกา ที่มีการประกาศรายชื่อสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า ที่สับปะรดและสับปะรดแปรรูปของไทย เป็นหนึ่งในรายการที่ได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีภายใต้มาตรา 122 นี้ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 150 วัน นับตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา
นางศุภจี ระบุว่า ดังนั้นถือเป็นโอกาสทองที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งทำตลาดและส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรและอุตสาหกรรมแปรรูปให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาที่จำกัดนี้
ขณะที่ด้านกลยุทธ์การตลาด กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้ ทูตพาณิชย์ ในต่างประเทศทำงานเชิงบูรณาการร่วมกับ พาณิชย์จังหวัด ทั่วประเทศไทย เพื่อวิเคราะห์ตลาดเชิงลึก โดยแบ่งกลุ่มเป้าหมาย เป็นตลาดจีน นอกจากเมืองหลัก 7 จุดเดิมและจะมุ่งเน้นเจาะเมืองรองที่มีศักยภาพ โดยใช้ทุเรียนเกรด GI และเกรดพรีเมียมเข้าไปทำตลาดระดับบน , ตลาดตะวันออกกลาง ที่เน้นการส่งออกผลไม้แปรรูปเป็นหลัก เพื่อสร้างความคุ้นเคยก่อนขยายสู่ผลไม้สด และตลาดคาร์บอนต่ำ ด้วยการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อตอบโจทย์ตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการเจาะตลาดพรีเมียมที่มีราคาสูง
ในช่วงท้าย นางศุภจี ได้ฝากถึงพันธมิตรทุกภาคส่วน ว่า การแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่คู่แข่งในประเทศ แต่เพื่อนบ้านและประเทศอื่น ๆ ต่างเร่งพัฒนาสินค้าเกษตรเช่นกัน ดังนั้น ขอให้เกษตรกรไทยช่วยกันดูแลเรื่องคุณภาพ อย่าให้เกิดผลลบต่อภาพลักษณ์ผลไม้ไทย เพื่อยกระดับให้โลกเห็นว่าผลไม้ไทยคือระดับพรีเมียมและน่าเชื่อถือที่สุด ซึ่งหากรักษาคุณภาพได้แบบนี้ ไม่ว่าจะมีอุปสรรคหรือความท้าทายใดๆ ไทยจะยังคงแข่งขันได้บนเวทีโลกอย่างยั่งยืน
ด้านนางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา ผลไม้ยังคงเป็นสินค้าเกษตรส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยมีการส่งออกมากกว่า 4.44 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 294,129 ล้านบาท ขยายตัวต่อเนื่อง 3.83%
สำหรับการจัดงานในปีนี้ มีการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และมีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วม 101 ราย เจรจาการค้ากับผู้นำเข้า 94 บริษัทจาก 18 ประเทศ (เจรจาในงาน 71 ราย และออนไลน์ 23 ราย) โดยตั้งเป้าเกิดการเจรจารวมกว่า 600 คู่
มีการลงนาม MOP (Memorandum of Purchasing) หรือ การลงนามซื้อขายล่วงหน้ากับผู้นำเข้าจากดูไบ (UAE) โดยมีปริมาณการซื้อขายเบื้องต้นกว่า 3,000 ตัน ซึ่งเป็นการตกลงผ่านระบบออนไลน์และในงานจริง
นอกจากนี้มีการจัดทำโครงการ Agree Export Star Pitching Challenge โดยคัดเลือกผู้ประกอบการ 6 รายสุดท้ายจากผู้สมัคร 18 ราย เพื่อเป็นตัวแทนธุรกิจ ที่จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2026 แสดงศักยภาพ SME ไทยในระดับสากล
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB