หลังเกิดสงครามอิหร่าน ประเทศไหนน้ำมันราคาแพงขึ้นมากที่สุด?
เปิดรายชื่อ 10 ประเทศที่ราคาน้ำมันแพงขึ้นมากที่สุด นับตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่าน ซึ่งทำให้การขนส่งเชื้อเพลิงผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก
ผู้ใช้รถยนต์ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านแล้ว โดยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น
จากข้อมูลที่วิเคราะห์โดย Global Petrol Prices ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มข้อมูลที่ติดตามและเผยแพร่ราคาน้ำมันค้าปลีกในประมาณ 150 ประเทศ พบว่าอย่างน้อย 85 ประเทศรายงานการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเบนซินหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 ก.พ.
ทั้งนี้ บางประเทศประกาศการเปลี่ยนแปลงราคาเฉพาะในตอนสิ้นเดือน ดังนั้นจึงคาดว่าราคาจะสูงขึ้นในอีกหลายประเทศในเดือน เม.ย.
ข้อมูลต่อไปนี้เป็นราคาน้ำมันของ 10 ประเทศที่ราคาน้ำมันมีการปรับเปลี่ยนมากที่สุด คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยเทียบราคาวันที่ 28 ก.พ. กับ 11 มี.ค.
- กัมพูชา แพงขึ้น 67.81% จาก 1.11 ดอลลาร์สหรัฐต่อลิตร เป็น 1.32 ดอลลาร์สหรัฐต่อลิตร
- เวียดนาม แพงขึ้น 49.73% จาก 0.75 ดอลลาร์สหรัฐต่อลิตร เป็น 1.13 ดอลลาร์สหรัฐต่อลิตร
- ไนจีเรีย แพงขึ้น 35.02% จาก 0.59 ดอลลาร์สหรัฐต่อลิตร เป็น 0.80 ดอลลาร์สหรัฐต่อลิตร
- สปป.ลาว แพงขึ้น 32.94% จาก 1.34 ดอลลาร์สหรัฐต่อลิตร เป็น 1.78 ดอลลาร์สหรัฐต่อลิตร
- แคนาดา แพงขึ้น 28.36% จาก 1.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อลิตร เป็น 1.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อลิตร
- ปากีสถาน แพงขึ้น 24.49% จาก 0.92 ดอลลาร์สหรัฐต่อลิตร เป็น 1.15 ดอลลาร์สหรัฐต่อลิตร
- มัลดีฟส์ แพงขึ้น 18.54% จาก 0.87 ดอลลาร์สหรัฐต่อลิตร เป็น 1.04 ดอลลาร์สหรัฐต่อลิตร
- ออสเตรเลีย แพงขึ้น 18.23% จาก 1.11 ดอลลาร์สหรัฐต่อลิตร เป็น 1.31 ดอลลาร์สหรัฐต่อลิตร
- สหรัฐฯ แพงขึ้น 16.55% จาก 0.87 ดอลลาร์สหรัฐต่อลิตร เป็น 1.01 ดอลลาร์สหรัฐต่อลิตร
- สิงคโปร์ แพงขึ้น 15.69% จาก 2.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อลิตร เป็น 2.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อลิตร
จะเห็นว่า ส่วนใหญ่แล้วประเทศในเอเชียจะแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจากน้ำมันที่แพงขึ้นมากที่สุด
เอเชียพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซอย่างมากสำหรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งถูกปิดตั้งแต่เริ่มสงคราม ช่องแคบนี้เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซีย หรือที่เรียกว่าอ่าวอาหรับ กับอ่าวโอมาน และเป็นเส้นทางเดียวสำหรับผู้ผลิตน้ำมันในภูมิภาคตะวันออกกลางไปยังมหาสมุทรเปิด
ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางที่สุด โดยนำเข้าน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียถึง 95% และ 70% ตามลำดับ
ทั้งสองประเทศในเอเชียตะวันออกได้ออกมาตรการฉุกเฉินเพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดพลังงานของตน โดยเมื่อวันที่ 8 มี.ค. ญี่ปุ่นสั่งการให้คลังสำรองน้ำมันเตรียมพร้อมสำหรับการปล่อยน้ำมันสำรอง วันต่อมา เกาหลีใต้ได้กำหนดเพดานราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี
ในเอเชียใต้ ผลกระทบจากสงครามรุนแรงกว่าในเอเชียตะวันออก เนื่องจากประเทศอย่างปากีสถานและบังกลาเทศมีเงินสำรองทางการเงินที่น้อยกว่าและมีน้ำมันสำรองน้อยกว่า
ราคาน้ำมันและราคาอาหารเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน โดยราคาน้ำมันส่งผลกระทบต่อทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทานอาหาร ตั้งแต่ปุ๋ยที่ใช้ในไร่นาไปจนถึงรถบรรทุกที่ขนส่งอาหารจากไร่นาไปยังชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขนส่งและต้นทุนการขนส่งด้วย
ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อกำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยนักเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า วิกฤตการณ์ในปี 1973, 1978 และ 2008 เป็นหลักฐานว่าทุกครั้งที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จะตามมาด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
ในประเทศที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งประชากรใช้จ่ายรายได้ส่วนใหญ่ไปกับอาหาร และนำเข้าธัญพืชและปุ๋ยในปริมาณมาก ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรวดเร็ว
น้ำมันและก๊าซไม่ได้ถูกนำไปใช้แค่เป็นเชื้อเพลิงเท่านั้น แต่ยังเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันอีกนับพันอย่าง
พลาสติก รวมถึงขวดน้ำ บรรจุภัณฑ์อาหาร เคสโทรศัพท์ และเข็มฉีดยา ล้วนได้มาจากน้ำมันดิบ
น้ำมันดิบยังเป็นส่วนผสมที่ซ่อนอยู่ในผ้าใยสังเคราะห์ เช่น โพลีเอสเตอร์ ไนลอน และอะคริลิก ซึ่งใช้ในการผลิตทุกอย่างตั้งแต่ชุดกีฬาไปจนถึงพรม นอกจากนี้ยังเป็นพื้นฐานในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เนื่องจากใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น วาสลีน ลิปสติก และคอนซีลเลอร์
ของใช้ในครัวเรือนก็พึ่งพาส่วนผสมที่มาจากน้ำมันเช่นกัน โดยผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน และสี ล้วนได้มาจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
ระบบการผลิตอาหารทั่วโลกนั้นสร้างขึ้นจากก๊าซธรรมชาติในรูปของปุ๋ยเป็นหลัก ซึ่งใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและทำให้มั่นใจว่าการผลิตอาหารสามารถตอบสนองความต้องการได้
เรียบเรียงจาก Al Jazeera
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB