เงินเฟ้อมาแน่! ชี้ น้ำมันพุ่ง อาจซ้ำเติมเศรษฐกิจ ชี้ต้องเร่งหนุนไฟฟ้าพลังงานสะอาด
กอบศักดิ์ เตือน เงินเฟ้อมาแน่! ชี้ น้ำมันพุ่ง อาจซ้ำเติมเศรษฐกิจ ย้ำ ต้องเร่งหนุนไฟฟ้าพลังงานสะอาด คาด สงครามอาจจบภายใน 1 เดือน
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ให้สัมภาษณ์กับ PPTV Wealth ถึงมุมมองราคาน้ำมันที่ผวน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ดุเดือด ว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นนั้น ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชนในเรื่องค่าครองชีพ เนื่องจากทำให้ต้นทุนของการขนส่งเพิ่มขึ้น จนนำไปสู่การเกิดภาวะเงินเฟ้อ พร้อมมองว่าอาจต้องทำใจกับเรื่องนี้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะก็นำไปสู่การเร่งปรับตัว เพื่อบริหารจัดการต้นทุนที่กำลังเกิดขึ้น
"เงินเฟ้อมาแน่คิดว่าเงินเฟ้อยังไงก็มา เพราะว่าพอราคาดีเซลขึ้น ต้นทุนขนส่งก็จะขึ้น พอต้นทุนขนส่งขึ้นราคาสินค้าต่างๆ ก็จะขึ้น"
พร้อมกับมองว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันอยู่ที่ 95 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่หากเกิดวิกฤตยิ่งมากกว่านี้ ราคาจะขึ้นอีกอย่างก้าวกระโดด ส่วนการนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุนเพื่อช่วยตรึงราคาน้ำมันในขณะนี้นั้น เชื่อว่า กองทุนน้ำมันจะสามารถบริหารจัดการได้ถึงระดับนึง แต่ถ้าหากราคาน้ำมันพุ่งไปถึงระดับ 110- 120 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล มองว่าจะบริหารจัดการยาก เนื่องจากหนี้ภาครัฐยังคงสูง อีกทั้งรัฐบาลมีหน้าที่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็ต้องช่วยพยุงเรื่องราคาน้ำมัน จึงมองว่าไทยอาจอยู่ในฐานะที่ลำบากเหลือมาก
ราคาน้ำมันพุ่ง ซ้ำเติมเศรษฐกิจ
ส่วนราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะซ้ำเติมเศรษฐกิจให้อ่อนแอลงหรือไม่ ระบุว่า ซ้ำเติมแน่นอน ซึ่งราคาน้ำมันที่สูงอาจทำให้เศรษฐกิจชะลอลงอย่างน้อย 0.3% อย่างไรก็ตามขณะนี้ไม่มีใครรู้ว่าทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทย จะเป็นอย่างไร เนื่องจากขึ้นอยู่กับว่าราคาน้ำมันสูงเท่าไหร่และนานเท่าไหร่ รวมถึงความเสียหายของโครงสร้างในพื้นที่ตะวันออกกลางเยอะแค่ไหน
โดยประเมินว่าถ้าความเสียหายเชิงโครงสร้างเยอะ เช่น มีการถล่มท่อแก๊ส ถล่มโรงงานผลิต ถล่มท่าเรือ ถล่มเรือขนส่งไปเยอะ ก็อาจมีปัญหายาวนาน แต่หากจบเร็วก็เชื่อว่าในบางส่วนจะสามารถดำเนินการดูแลจัดการได้ แต่คาดหวังว่าหวังว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะจบเร็ว แม้ความเป็นจริงสถานการณ์จะยังดูไม่คลี่คลายก็ตาม แต่คาดว่าภายใน 1 เดือน ทุกอย่างน่าจะยุติ
ย้ำไทยต้องเร่งหาแหล่งพลังงานสำรอง
ส่วนแนวทางการจัดการด้านพลังงานของรัฐบาลในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้านั้น นายกอบศักดิ์ เสนอว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งหาแหล่งพลังงานสำรองเพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติที่มีสัดส่วนสูงถึง 50% โดยมองว่าในระยะสั้นอาจต้องเตรียมการนำ ถ่านหินมกลับมาใช้ชั่วคราวเพื่อความอยู่รอด เช่นเดียวกับที่ยุโรปเคยทำในช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน
พร้อมย้ำว่าหัวใจสำคัญคือการประคองตัวให้รอดพ้นจากวิกฤตก่อน แล้วจึงค่อยกลับไปดำเนินการชดเชยด้านสิ่งแวดล้อมให้โลกในภายหลัง
ขณะเดียวกัน นายกอบศักดิ์มองข้ามไปถึงการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ โดยเสนอให้รัฐบาลเปิดเสรีและให้สิทธิประโยชน์ (Incentive) แก่โรงไฟฟ้าโซลาร์ชุมชน การติดตั้งโซลาร์เซลล์ตามบ้านเรือน รวมถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรม EV ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันได้ในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจไม่จบลงง่ายๆ แม้การสู้รบในเฟสแรกจะยุติ แต่มีโอกาสสูงที่จะเปลี่ยนรูปแบบไปสู่ สงครามก่อการร้าย ที่ใช้โดรนโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ได้ง่ายขึ้น เช่น สถานการณ์ในสหรัฐฯ ที่เริ่มมีเหตุวุ่นวายเกิดขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานทูตหลายแห่งตกอยู่ในความเสี่ยง จึงอยาก
ให้มองภาพรวมว่าเป็นเกมระยะยาวที่ต้องเตรียมแผนรับมือผลพวงที่จะตามมาอีกมหาศาล
ส่วนการจัดหาซัพพลายพลังงาน นายกอบศักดิ์ ระบุว่า ไทยมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ จึงแนะนำว่าควรเร่งเข้าไปเจรจาจองแหล่งพลังงานล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นแหล่งก๊าซในพม่าที่ไทยเป็นลูกค้ารายหลัก แหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) หรือการรับซื้อไฟฟ้าจากลาว ซึ่งหากบริหารจัดการจุดนี้ได้ดีก็จะช่วยต่อลมหายใจให้เศรษฐกิจไทยที่เผชิญอยู่ในขณะนี้ได้
มองบาทอ่อนผ่อนหนักเป็นเบา พยุงส่งออก เกษตร ท่องเที่ยว
ขณะที่มุมมองต่อตลาดเงินและตลาดทุน นายกอบศักดิ์ ชี้ว่า ตลาดหุ้นไทยในระดับ 1,440 จุด ถือว่ามีการปรับตัวรับข่าวไปพอสมควรแล้ว ขณะที่ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 32.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐนั้น เกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือการแข็งค่าของดอลลาร์ และการที่ตลาดรับรู้ว่าไทยต้องใช้เงินนำเข้าน้ำมันมากจนอาจนำไปสู่การขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าของเงินบาทจะส่งผลดีต่อภาคการเกษตร การส่งออก และการท่องเที่ยว ซึ่งหากบริหารจัดการให้เหมาะสมจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้
พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มีแต่ผลเสียต่อไทยเสมอไป เนื่องจากไทยกลายเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารที่ทั่วโลกต้องการ รวมถึงการที่สุวรรณภูมิกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการบินทดแทนพื้นที่ขัดแย้ง นอกจากนี้ยังเริ่มเห็นสัญญาณกลุ่มเศรษฐีจากตะวันออกกลางมองหาบ้านหลังที่สอง ที่มีความปลอดภัยสูงอย่าง ภูเก็ต สมุย และกรุงเทพฯ
ทุกวิกฤตมีโอกาส ไทยหันทบทวนวางแผนการจัดการพลังงานในอนาคต
ดังนั้น สถานการณ์ในตะวันออกกลางจึงเป็นบทเรียนสำคัญให้ประเทศไทยต้องกลับมาทบทวนและวางแผนบริหารจัดการปัญหาในอนาคตให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืน
"ผมคิดว่าในวิกฤตมีโอกาส อยากจะเน้นว่าวิกฤตที่เกิดที่ Middle East เป็นบทเรียนของประเทศไทย เราควรที่จะกลับไปดูอย่างใกล้ชิดว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็ดูว่าบทเรียนคืออะไร แล้วทั้งหมดผมคิดว่าลองกลับไปดู ว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาไทยได้เรียนรู้เยอะมาก และเป็นบทเรียนให้เราในอนาคต ว่าเมื่อเข้ามาใกล้ตัวเราจะบริหารจัดการปัญหาต่างๆอย่างไรให้ดี"
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB