สั่งอัดสต๊อกน้ำมันสำรองดีเซล-เบนซิน เข้าระบบ คาดกลับเข้าสู่ภาวะปกติใน 1-2 สัปดาห์
ศบก. สั่งอัดสต๊อกน้ำมันสำรองดีเซล-เบนซิน เข้าระบบ เริ่ม 20 มี.ค. คาดกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 1-2 สัปดาห์ ชี้ น้ำมันไม่ขาดแคลน วอนประชาชนอย่ากักตุน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แถลงข่าวภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ซึ่งมีกลุ่มธุรกิจทั้งห่วงโซ่พลังงานตั้งแต่ต้นน้ำ ปลายน้ำ โดยได้ข้อสรุปดังนี้
1.จากการตรวจสอบปริมาณน้ำมัน ราคาน้ำมัน คลอบคลุมทั้งโรงกลั่น จ็อบเบอร์ ขนส่ง สถานีบริการน้ำมัน พบว่า โรงกลั่นทั้ง 6 แห่ง ยังเดินเครื่องการผลิตเต็มกำลัง และมีมติให้โรงกลั่นดำเนินการประกาศราคาหน้าโรงกลั่น เพื่ออนุญาตให้จ็อบเบอร์สามารถซื้อน้ำมันได้ตามราคาที่ประกาศ
ซึ่งเท่ากับราคาของสถานีบริการน้ำมัน โดยให้ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ เป็นผู้จำหน่าย
นอกจากนี้ ได้สั่งการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เตรียมอนุญาตให้สามารถเดินรถบรรทุกน้ำมันได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อกระจายการขนส่งไปทั่วประเทศ
ส่วนประเด็นการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป ณ ตอนนี้ ยังคงต้องส่งออกไปยัง สปป.ลาว และเมียนมา แต่สัดส่วนลดลง คือ ปริมาณการส่งออกไป สปป.ลาว อยู่ที่ 5.29 ล้านลิตรต่อวัน ลดลง 25% จากช่วงก่อนหน้า และเมียนมาส่งออกไป 3 แสนลิตร/วัน ลดลง 20% จากช่วงก่อนหน้า
2. เพิ่มความเชื่อมั่นและแก้ปัญหาสถานการณ์น้ำมันไม่เพียงพอ ที่ประชุมมีมติเร่งอัดน้ำมันสำรองเข้าระบบให้มากขึ้น เพื่อปรับสมดุลความต้องการของประชาชนให้กับมาสู่ภาวะปกติภายใน 1-2 สัปดาห์ ซึ่งนายอนุทิน ยืนยัน ประเทศไทยยังไม่เจอปัญหาขาดแคลนการนำเข้าน้ำมัน
ยังสามารถผลิตน้ำมันได้เท่ากับวันก่อนเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ดังนั้น ปริมาณน้ำมันสำรองยังคงรักษาระดับได้เพียงพออยู่ที่ประมาณ 100 วัน
ในช่วงเวลาปกติ ประเทศไทยมีความต้องการในการใช้น้ำมันดีเซล 67 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่กำลังการผลิตอยู่ที่ 77 ล้านลิตรต่อวัน มีปริมาณส่วนเกินอยู่ประมาณ 10 ล้านลิตร แต่สาเหตุที่ปริมาณน้ำมันขายปลีกไม่เพียงมาจากความต้องการในปัจจุบันเพิ่มมาเป็น 84 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเกินกำลังการผลิต เนื่องจากความกังวลของประชาชนที่ออกมากักตุน จึงเป็นเหตุให้เกิดการขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่ : นายอนุทิน กล่าว
นอกจากนี้ในช่วงที่มีการแถลง ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีจังหวัดใดที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันในระดับรุนแรงหรือไม่ และรัฐบาลมีแนวทางแก้ไขปัญหาเฉพาะพื้นที่อย่างไร โดยยกตัวอย่างกรณีจังหวัดสงขลาที่มีการระบุว่าผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันต้องปิดให้บริการ เนื่องจากไม่สามารถจัดหาน้ำมันมาเติมได้
มล.ปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีกจำกัด (มหาชน) หรือ OR ชี้แจงว่า จากข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้ ยังไม่พบพื้นที่ใดของประเทศที่ขาดแคลนน้ำมันในระดับวิกฤต โดยระบุว่าโดยปกติระบบการจัดส่งน้ำมันยังคงดำเนินการได้ตามแผน แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้มีสาเหตุสำคัญมาจากการที่ประชาชนจำนวนมากแห่เติมน้ำมันมากกว่าปกติ ส่งผลให้น้ำมันในบางสถานีบริการหมดเร็วกว่าที่ควรจะเป็น
ทั้งนี้ ย้ำว่าแม้น้ำมันในบางปั๊มจะหมดชั่วคราว แต่สามารถรอรอบการขนส่งได้ เนื่องจากมีการเติมน้ำมันเข้าสถานีบริการทุกวัน ไม่ได้เป็นการขาดแคลนในเชิงระบบแต่อย่างใด
สำหรับกรณีจังหวัดสงขลา ที่มีรายงานว่าผู้ประกอบการปั๊ม 4 แห่งต้องปิดให้บริการ และจะได้รับน้ำมันรอบใหม่ในวันที่ 1 เมษายนนั้น กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. OR ระบุว่า จากประสบการณ์ในธุรกิจน้ำมัน เห็นว่าการรอรอบขนส่งไม่น่าจะใช้เวลานานถึงระดับดังกล่าว โดยคาดว่าโดยทั่วไปควรใช้เวลาเพียงวันถัดไปเท่านั้น
ขณะเดียวกัน มีการเสริมข้อมูลจากภาคปฏิบัติในพื้นที่ว่า ขณะนี้ได้มีการเพิ่มเที่ยวเรือขนส่งน้ำมันลงสู่ภาคใต้ โดยมีการจัดส่งทุกวัน เพื่อเสริมปริมาณน้ำมันในระบบ และลดผลกระทบจากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น โดยย้ำว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพียงช่วงรอยต่อของระบบขนส่ง ไม่ใช่การขาดแคลนในระยะยาว
ส่วนสถานการณ์จะสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เมื่อไหร่ รัฐบาลชี้แจงว่า สถานการณ์ที่ไม่ปกติในขณะนี้มีสาเหตุหลักมาจากการกักตุนของประชาชน ซึ่งทำให้ความต้องการใช้น้ำมันสูงกว่าระดับปกติ
โดยเป้าหมายของการแก้ไขปัญหาในระยะนี้ คือการทำให้สถานการณ์กลับไปสู่ระดับปกติก่อนวันที่ 1 มีนาคม ด้วยการทำให้การ ใช้น้ำมันกลับไปอยู่ที่ระดับ 67 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1–2 สัปดาห์ โดยมาตรการสำคัญคือการนำน้ำมันสำรองที่มีอยู่เข้าสู่ระบบเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาด ให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชน และลดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในบางสถานีบริการ รวมถึงลดความตื่นตระหนกของประชาชน
ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีที่กรมธุรกิจพลังงานรายงานว่า ในช่วงวันที่ 15–17 มีนาคม พบสถานีบริการน้ำมันปิดให้บริการชั่วคราวถึง 241 แห่ง จากปัญหาน้ำมันหมด โดยตั้งคำถามถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา รวมถึงสถานการณ์ล่าสุดในวันที่ 18–19 มีนาคม ว่ามีแนวโน้มดีขึ้นหรือไม่
รัฐบาลชี้แจงว่า สถานการณ์ปั๊มน้ำมันที่ปิดให้บริการ จำเป็นต้องแยกออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
ปั๊มน้ำมันที่มีบริษัทแม่หรือแบรนด์ใหญ่ ดูแล เช่น ปตท., เชลล์, บางจาก, Caltex, PT , Susco
กับปั๊มน้ำมันอิสระที่ไม่มีบริษัทแม่กำกับดูแลและดำเนินธุรกิจด้วยตนเอง
โดยระบุว่า ปั๊มในกลุ่มที่ไม่มีบริษัทแม่ เมื่อเกิดสถานการณ์ตึงตัวด้านอุปทาน จะมีความเปราะบางมากกว่า เนื่องจากต้องพึ่งพาการซื้อน้ำมันผ่าน “จ๊อบเบอร์” หรือผู้ค้าคนกลาง ซึ่งในภาวะปกติอาจได้ราคาที่ถูกกว่า แต่เมื่อเกิดวิกฤต การจัดหาน้ำมันจะทำได้ยากกว่า และไม่มีหน่วยงานกลางช่วยบริหารจัดการโดยตรง
ทั้งนี้ หากมีการปล่อยน้ำมันจากโรงกลั่นหรือผู้ค้ารายใหญ่ไปยังจ๊อบเบอร์มากขึ้น ก็จะช่วยให้ปั๊มอิสระสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติ
ในส่วนของแนวทางแก้ไข รัฐบาลเปิดเผยว่า ได้ขอความร่วมมือจากผู้ค้าน้ำมันให้เร่ง “อัดสต็อก” น้ำมันสำเร็จรูปเข้าสู่ระบบ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีปัญหาปั๊มปิด เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันในสถานีบริการให้กลับมาเพียงพอโดยเร็ว
โดยมาตรการดังกล่าวจะดำเนินการอย่างเข้มข้นในช่วง 1 สัปดาห์แรก เพื่อให้สถานีบริการที่ปิดไปสามารถกลับมาเปิดได้ และทำให้ระบบขนส่งน้ำมันกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เนื่องจากในปัจจุบันระบบโลจิสติกส์บางส่วนเกิดการส่งไม่ทันต่อความต้องการ
รัฐบาลย้ำว่า ปริมาณน้ำมันในระบบยังคงเพียงพอ และประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองในระดับสูง รวมถึงศักยภาพในการนำเข้าน้ำมันดิบจากหลายแหล่งทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย บราซิล อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย เวียดนาม บรูไน และลิเบีย โดยในช่วงวันที่ 1–18 มีนาคม มีการนำเข้าน้ำมันดิบรวมกว่า 3,300 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอต่อการกลั่นและใช้งานในประเทศ
ส่วนสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขณะนี้ รัฐบาล ระบุว่า ยังมีเงินอยู่ 20,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการช่วยอุดหนุนราคาน้ำมันให้อยู่ที่ระดับ 33 บาท ตามนโยบายของรัฐบาลจนถึงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เนื่องจากการจ่ายเงินอุดหนุนของกองทุนไม่ได้จ่ายทุกวันแต่จะจ่ายเป็นรอบเดือน เพราะฉะนั้นรอบของเดือนนี้จริงๆแล้วต้องไปจ่ายเดือนหน้า และยอดของเดือนมีนาที่ต้องจ่ายออกเป็นแค่หลัก 100 ล่านบาทเท่านั้น
อย่างไรก็ตามจะเริ่มเห็นสัญญาณในกลางเดือนหน้า ซึ่งถึงตอนนั้นก็ยืนยันว่าจะไม่มีปัญหา และเมื่อถึงกลางเดือนหน้าเมื่อมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่แล้ว ก็ได้มีการเตรียมมาตรการรองรับไว้ พร้อมกับย้ำว่าจะไม่มีปัญหาในเรื่องของการอุดหนุนราคาน้ำมันอย่างแน่นอน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB