เตรียม ยื่นชี้แจง 15 เม.ย.นี้ หลังถูกสหรัฐฯพิจารณา ภายใต้ มาตรา 301
ไทย เตรียม ยื่นข้อมูลชี้แจง 15 เม.ย.นี้ หลังถูกสหรัฐฯพิจารณาภายใต้ มาตรา 301 ย้ำ Joint Statement ยังไม่ผูกพันทางกฎหมาย เดินหน้าเจรจา ควบคู่ผลักดัน FTA หลายฉบับในปี 69
นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการรับมือผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ว่า ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์ ได้จัดตั้งคณะทำงานเตรียมการรับมือผลกระทบภาษีสหรัฐอฯ เพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะ แนวทางเตรียมการรับมือผลกระทบ รวมถึงเตรียมการหารือและแก้ไขปัญหากรณีสหรัฐฯ ประกาศเปิดการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ของ Trade Act of 1974 ซึ่งไทยมีกำหนดจะต้องจัดส่งความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรเข้าระบบไต่สวนของสหรัฐฯ ภายในวันที่ 15 เมษายน 2569
อย่างไรก็ตาม มีการออก Joint Statement ซึ่งเป็นเพียงกรอบความร่วมมือและยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย โดยก่อนหน้านี้ภาษีอยู่ที่ระดับ 19% แต่ภายหลังคำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐฯ ทำให้มาตรการดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการต่อได้ ส่งผลให้สหรัฐฯใช้มาตรา 122 กำหนดภาษีชั่วคราวที่ 10% ในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ไทยยังอยู่ระหว่างการเจรจารายละเอียดของข้อตกลง ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติ และยังไม่มีข้อผูกพันใหม่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้เปิดไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ของ Trade Act 1974 ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการค้าที่เคยใช้กับหลายประเทศ รวมถึงจีน โดยไทยถูกพิจารณา 2 ประเด็น คือ 1. กรณีกำลังการผลิตส่วนเกิน เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักรกล และผลิตภัณฑ์ยาง / และ 2.กรณีการนำเข้าสินค้าที่อาจเกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ ซึ่งครอบคลุมสินค้า เช่น ปลา น้ำมันปลา อาหารปลา อาหารสัตว์ และเสื้อผ้า โดยเป็นการกล่าวถึงการนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นที่อาจใช้แรงงานบังคับ ไม่ได้ระบุว่าไทยใช้แรงงานบังคับโดยตรง
“กระทรวงพาณิชย์ ได้ตั้งคณะทำงานเตรียมการรับมือผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ มีปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน อธิบดีทุกกรมเข้าร่วม และมีผู้ช่วยรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษา โดยมีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ ทำหน้าที่หารือภาพรวมทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐ ขณะที่ กรณีมาตรา 301 กรมการค้าต่างประเทศ จะเป็นหน่วยงานหลักในการประสานกับภาคเอกชนและที่ปรึกษากฎหมาย ส่วนประเด็นแรงงาน จะเกี่ยวข้องกับกระทรวงแรงงาน โดยกำหนดยื่นข้อมูลเพื่อชี้แจงทั้ง 2 กรณีภายในวันที่ 15 เมษายนนี้”
ในส่วนของการเจรจา ไทยยังคงเดินหน้าหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) อย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้มีการประชุมระดับเทคนิคช่วงปลายเดือนมกราคมและต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แม้จะมีรายงานข่าวว่า มาเลเซีย ยกเลิกข้อตกลง แต่จากการประสานข้อมูลโดยตรงพบว่าไม่ได้มีการยกเลิกทั้งฉบับ โดยสาระสำคัญอื่นของข้อตกลงยังคงเดิม
สำหรับไทยยังใช้ Joint Statement เป็นกรอบอ้างอิงในการหารือกับสหรัฐฯ ซึ่งยังมีหลายประเด็นต้องเจรจาต่อ ทั้งเรื่องภาษี มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff) การเปิดตลาด ทรัพย์สินทางปัญญา และข้อเสนอด้านเศรษฐกิจอื่นๆ ที่สหรัฐฯยื่นมา โดยหลายเรื่องเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงและต้องใช้เวลาในการพิจารณา
นางสาวโชติมา กล่าวว่า กระบวนการของสหรัฐฯ มีแนวโน้มดำเนินไปแบบคู่ขนาน โดยมาตรา 122 จะหมดอายุในเดือนกรกฎาคม ทำให้คาดว่าสหรัฐฯ อาจเร่งสรุปแนวทางกับประเทศคู่เจรจาก่อนกำหนดดังกล่าว ขณะที่ มาตรการภายใต้มาตรา 301 สามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบ เช่น ภาษีนำเข้า ค่าธรรมเนียม หรือมาตรการอื่น โดยมีลักษณะเฉพาะรายประเทศและเฉพาะอุตสาหกรรม ไม่ได้ใช้กับสินค้าทั้งหมด
ทั้งนี้ ไทยยังมีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบ โดยอัตราภาษีหากเกิดขึ้นจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาเป็นรายกรณี ซึ่งที่ผ่านมาไทยยังไม่เคยถูกใช้มาตรา 301 มาก่อน ต่างจากบางประเทศ เช่น จีนที่เคยถูกเรียกเก็บในอัตราสูง หรือ บางประเทศที่อยู่ในระดับประมาณกว่า 10%
ย้ำว่า สำหรับประเด็นข้อผูกพันอื่น ไทย ยังไม่ได้มีการลงนามผูกพันใดๆ โดยสิ่งที่มีอยู่ก่อนหน้านี้เป็นเพียง Joint Statement ซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ขณะนี้หลายประเด็นยังอยู่บนโต๊ะเจรจา ทั้งเรื่อง tariff และ non-tariff รวมถึงข้อเสนอการเปิดตลาดบางสาขา ซึ่งยังต้องหารือรายละเอียดเพิ่มเติม ยืนยันว่า รัฐบาลจะเดินหน้าเจรจาอย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน เพื่อเตรียมข้อมูลและกำหนดท่าทีให้เหมาะสมต่อไป
นอกจากนี้ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ยังเปิดเผยถึงแผนการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทย ในปี 2569 ว่า จะเร่งเดินหน้าผลักดันการเจรจา FTA ที่คงค้างอยู่ คือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ไทย-เกาหลีใต้ และอาเซียน-แคนาดา ซึ่งตั้งเป้าให้สามารถสรุปผลได้ภายในปี 2569 สำหรับ FTA ที่ไทยได้ลงนามในช่วงที่ผ่านมา 3 ฉบับ กับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (เอฟตา) และภูฏาน ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินกระบวนการภายใน โดยตั้งเป้าให้ความตกลงมีผลใช้บังคับภายในวันที่ 1 มกราคม 2570 สำหรับ FTA กับศรีลังกา ขณะนี้ศรีลังกาอยู่ระหว่างดำเนินกระบวนการภายในประเทศเพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับ
นางสาวโชติมา กล่าวว่า กรมยังให้ความสำคัญกับการเจรจายกระดับความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน-อินเดีย และการเจรจา FTA ไทย-เปรู ฉบับสมบูรณ์ ตั้งเป้าให้สามารถสรุปผลการเจรจาภายในปี 2569 รวมทั้งเร่งเจรจาเพื่อปิดดีลความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ซึ่งหากเจรจาแล้วเสร็จจะถือเป็นความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาคฉบับแรกของโลก ที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ตลาดและฐานการผลิตของอาเซียนสู่การค้าดิจิทัล เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ และเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยอาเซียนมีกำหนดจัดการประชุมรอบสุดท้ายในช่วงต้นเดือนเมษายนนี้ และตั้งเป้าให้กระบวนการทุกอย่างแล้วเสร็จ เพื่อให้สามารถลงนามความตกลง DEFA ได้ในเดือนพฤศจิกายน 2569 ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์
นางสาวโชติมา เพิ่มเติมว่า ไทยได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA JC) ครั้งที่ 5 ณ เครือรัฐออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยสองฝ่ายเห็นถึงโอกาสของ FTA ไทย-ออสเตรเลีย ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนาการเจรจาประเด็นใหม่ๆ และการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อให้ FTA ฉบับนี้ส่งเสริมการค้ายุคใหม่ นอกจากนี้ ยังได้หารือกับออสเตรเลียในการประชุมยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2 ในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างไทย-ออสเตรเลียว่าด้วยยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ หรือเซก้า ที่ต่อยอดจาก FTA ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สนับสนุนและต่อยอดความร่วมมือจากพันธกรณี
ภายใต้ FTA ไปสู่มิติที่หลากหลายและครอบคลุมกว่า 8 สาขา อาทิ เกษตร เทคโนโลยี และระบบอาหารที่ยั่งยืน การท่องเที่ยว การศึกษา การค้าดิจิทัลและเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมถึงพลังงานและเศรษฐกิจสีเขียว โดยทั้งสองฝ่ายเล็งเห็นโอกาสในการปรับปรุงความร่วมมือภายใต้เซก้าให้เท่าทันเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง อาทิ การหารือเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและส่งเสริมความร่วมมือพลังงานสีเขียว เพื่อรองรับความท้าทายในอนาคต
สำหรับความร่วมมือในกรอบอาเซียน ไทยได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat) ครั้งที่ 32 เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยได้หารือแนวทางการรับมือกับความเสี่ยงและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความกังวลต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ อิหร่าน และอิสราเอล ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงาน เส้นทางการขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานโลกมีความผันผวน โดยอาเซียนได้ประกาศ “แถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนว่าด้วยการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของอาเซียนเพื่อตอบสนองต่อพัฒนาการด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน” โดยอาเซียนจะร่วมกันรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาคให้เป็นตลาดที่เปิดกว้างต่อการค้า การลงทุน และสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีจากสถานการณ์ความผันผวนและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก ส่งผลให้อาเซียนโดยเฉพาะไทยควรเน้นย้ำบทบาทในฐานะ “ภูมิภาคที่ไว้วางใจได้” สำหรับการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก โดยแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนระบบการค้าที่เปิดกว้างตามกติกา การมีเศรษฐกิจภายในภูมิภาคที่เข้มแข็ง รวมถึงมีกลไกที่รองรับการค้าใหม่ ๆ โดยเฉพาะกรอบความตกลง DEFA ที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ตลาดและฐานการผลิตของอาเซียนสู่การค้าดิจิทัลและช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อภูมิภาค
ทั้งนี้ ในปี 2568 การค้าของไทยกับ 18 ประเทศคู่ค้า FTA มีมูลค่า 404,963.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนร้อยละ 59.2 ของการค้ารวมของไทย โดยไทยส่งออกไปประเทศคู่ค้า FTA มูลค่า 183,897.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากประเทศคู่ค้า FTA มูลค่า 221,066.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญของไทย อาทิ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เคมีภัณฑ์ และ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์
สำหรับการค้ารวมของไทยกับโลก ในปี 2568 มีมูลค่า 684,578.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 12.9 โดยการส่งออกของไทย มีมูลค่า 339,635.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้า มีมูลค่า 344,943.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักร ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญของไทย อาทิ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ น้ำมันดิบ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB