"เอกนิติ" ยอมรับวิกฤตพลังงานรอบนี้หนักกว่าโควิด-19 ชี้ โครงสร้างโลกเปลี่ยน
"เอกนิติ" ยอมรับวิกฤตพลังงานรอบนี้หนักกว่าโควิด-19 ชี้ โครงสร้างโลกเปลี่ยน ชู "กลยุทธ์ 3 T" เร่งปรับตัวหนุนกลุ่มเปราะบางแทนการตรึงราคา ดัน พลังงานสะอาด เป็นความมั่นคงชาติ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษถึงทิศทางและกลยุทธ์ในการนำพาเศรษฐกิจไทยฝ่าพายุความผันผวนของโลกยุคใหม่ โดยย้ำชัดว่า ความท้าทายครั้งนี้ต่างจากโควิด-19 เพราะเราไม่ได้ต้องการแค่รอด แต่ต้องทำให้ดีกว่าเดิม"
นายเอกนิติ เริ่มต้นด้วยการเปรียบเทียบระหว่างวิกฤตโควิด-19 กับสถานการณ์ปัจจุบันว่า ในอดีตเราถูกบีบให้เปลี่ยนไปสู่โลกดิจิทัลผ่านเครื่องมืออย่าง Zoom หรือ Microsoft Teams แต่ในวันนี้โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานที่รุนแรงและซับซ้อนกว่าเดิม
เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานและแหล่งผลิตทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลกถูกทำลายและได้รับผลกระทบจากสงครามที่ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด
สิ่งแรกที่เราต้องทำก่อนจะหา Winning Strategy คือต้องยอมรับความจริงว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว โครงสร้างที่เคยใช้กันมาหลายสิบปีโดนทำลาย ใครปรับตัวได้ก่อนคนนั้นคือผู้ชนะ เราคิดสั้นๆ ไม่ได้อีกต่อไป ต้องคิดยาวๆ เพื่อวางรากฐานใหม่
เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามสมรภูมิเศรษฐกิจนี้ นายเอกนิติ ได้สรุปแนวคิดเชิงกลยุทธ์ออกมาเป็น 3T ได้แก่ "Target - Transition - Transform" โดยชี้ให้เห็นความจริง ว่าราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นจาก 90 เป็น 240 เหรียญต่อบาร์เรล หรือกว่า 3-4 เท่า ซึ่งไม่มีประเทศใดสามารถฝืนกลไกตลาดได้ตลอดไป ยุทธศาสตร์แรกจึงต้องเป็นการ Target หรือการเปลี่ยนจากการอุดหนุนราคา ไปเป็นการอุดหนุนที่ตัวบุคคล
เราต้องยอมรับความจริงว่าเงินมีจำกัด ถ้าเราอุดหนุนราคาทั้งหมด คนรวยก็ได้ คนจนก็ได้ ในที่สุดเราจะสู้ตลาดไม่ได้และสร้างวิกฤตใหม่ เราต้องนำทรัพยากรไปช่วยกลุ่มเปราะบางและกลุ่มขนส่งให้ตรงจุด เพื่อให้เขาปรับตัวได้เร็วที่สุด
นอกจากนี้ยังต้องวาง Target อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น เกษตรมูลค่าสูง การแปรรูปอาหารอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ที่ปัจจุบันยักษ์ใหญ่ OEM เริ่มย้ายฐานมาไทย รวมถึงธุรกิจ Wellness ที่จะดึงดูดกลุ่มกำลังซื้อสูงจากตะวันออกกลางและจากทั่วโลกเข้ามาเป็นฐานการเติบโตใหม่
สำหรับยุทธศาสตร์ที่สองคือการเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็ว โดยเฉพาะการ Transition ไปสู่ Clean Energy นายเอกนิติ มองว่า พลังงานสะอาดจะไม่ใช่แค่เรื่องความยั่งยืน อีกต่อไป แต่มันคือเรื่องของ ความมั่นคง เนื่องจากโครงสร้างราคาน้ำมันโลกจะยังคงแพงไปอีกนาน
โดยรัฐบาลมีแผนเร่งลงทุนในโซลาร์ฟาร์ม และ Floating Solar โดยจะปลดล็อคกติกา PPA ให้เอกชนมีส่วนร่วมลงทุนและซื้อขายไฟตรงได้ รวมถึงการใช้ตลาดทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน มาเป็นแหล่งทุนสำคัญแทนเงินงบประมาณที่มีจำกัด
ส่วนยุทธศาสตร์สุดท้ายคือการปฏิรูป หรือ Transform โดยเน้นไปที่การยกระดับ Productivity หรือการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของคนไทย เพื่อแก้ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ นายเอกนิติ ระบุว่า AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยคนตัวเล็ก โดยยกตัวอย่างโครงการ "คนละครึ่ง พลัส" รูปแบบใหม่ที่จะมีการฝัง AI เพื่อช่วยพ่อค้าแม่ค้าวิเคราะห์ยอดขาย บริหารต้นทุน และสร้าง Balance Sheet เบื้องต้นเพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ
ในส่วนของภาครัฐ นายเอกนิติได้เปิดเผยถึงการหารือกับผู้บริหารระดับสูงของ Microsoft ที่ตัดสินใจลงทุนในไทยกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีโปรเจกต์สำคัญคือการนำ Agentic AI มาใช้ปฏิรูปการทำงานของภาครัฐ โดยตั้งเป้าให้ กระทรวงการคลัง และ BOI เป็น Sandbox ต้นแบบ ในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลภายใน 6 เดือน
นายเอกนิติ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากประเทศไทยยังเลือกที่จะอุดหนุนแบบเดิมและไม่ยอมรับความจริง เราจะกลายเป็น "ผู้แพ้" ทันที แต่หากเราสามารถนำเครื่องมือทางการเงินอย่าง Thailand Individual Saving Account (TISA) มาใช้สร้างเงินออมระยะยาว และใช้กลไกตลาดทุนช่วยภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่าน ประเทศไทยจะสามารถสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน และพร้อมรับแรงกระแทกจากโลกที่ผันผวนได้
โลกเปลี่ยนเร็วและรุนแรงขนาดนี้ มันบีบให้เราต้อง Transform แต่เราต้องทำให้ทันเวลา เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งในสมรภูมิระเบียบโลกใหม่นี้
อย่างไรก็ตาม ปาฐกถาพิเศษเกิดขึ้นภายในงานสัมมนา “Battle Strategy 2026 พลิกเกมรบ ชิงชัยเศรษฐกิจ ทะยานสู่เป้าหมายจีดีพี 3% บนสมรภูมิระเบียบโลกใหม่” ที่จัดโดยเครือหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ ร่วมกับ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB