ท่องเที่ยวไทยสะเทือนหนักจากสงคราม เสี่ยง ! สูญรายได้ 2-3 แสนล้านบาท
“ยุทธศักดิ์” ชี้ ท่องเที่ยวไทยสะเทือนหนักจากสงคราม-น้ำมันพุ่ง เสี่ยง สูญรายได้ 2-3 แสนล้านบาท พร้อมเปิด 3 ฉากทัศน์ค่าเงินบาทกระทบท่องเที่ยว
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บรรยายพิเศษ “สถานการณ์ตะวันออกกลาง และทิศทางการท่องเที่ยวไทยปี 2026 หลังวิกฤตตะวันออกกลาง” ว่า วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้ประกอบการโรงแรมต้องเผชิญ หากย้อนดูสถิติในอดีตจะพบว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเผชิญวิกฤตทุกๆ 2 ปี ตั้งแต่ปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ เหตุการณ์เรือล่มที่จังหวัดภูเก็ต จนถึงวิกฤตโควิด-19
โดยก่อนเกิดโควิด-19 ในปี 2562 ประเทศไทยเคยสร้างประวัติศาสตร์มีนักท่องเที่ยวสูงสุดเกือบ 40 ล้านคน แต่ในปีต่อมากลับดิ่งลงเหลือเพียง 4 แสนคน ซึ่งต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างการท่องเที่ยวของไทยมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอกอย่างมาก เมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ นักท่องเที่ยวจะหายไปทันที จึงมีความจำเป็นต้องหาฟันเฟืองหรือกลไกใหม่ๆ เข้ามาช่วยประคับประคองสถานการณ์ให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้นได้
“วิกฤตสำหรับชาวโรงแรมคงไม่ใช่ครั้งแรก โครงสร้างการท่องเที่ยวไทยค่อนข้างอ่อนไหวกับปัจจัยภายนอก เกิดเหตุการณ์อะไรนักท่องเที่ยวก็หายหมด เราจึงต้องเรียนรู้และหาเครื่องมือเข้ามาช่วยประคับประคองสถานการณ์ให้ดีขึ้น”
สำหรับสถิตินักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 30 มีนาคมที่ผ่านมา มีจำนวนสะสมอยู่ที่ประมาณ 9.245 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้ามาเป็นอันดับหนึ่งที่ประมาณ 1.5 ล้านคน ตามด้วยมาเลเซีย 9.5 แสนคน รัสเซีย อินเดีย และเกาหลีใต้ ตามลำดับ แต่เมื่อพิจารณาตัวเลขรายวันพบว่าเริ่มลดลงต่ำกว่าระดับ 1 แสนคนต่อวัน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่ตัวเลขรายวันในวันที่ 29 มีนาคมลดลงเหลือเพียงประมาณ 9,500 คน
นอกจากนี้ ยอดจองที่พักในช่วงเทศกาลสงกรานต์ในหลายพื้นที่ยังค่อนข้างบางตา โดยเฉพาะภาคเหนือที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาฝุ่นควันที่มาล่าช้าและทับซ้อนกับช่วงเทศกาลพอดี ในขณะที่ภูเก็ตยังสามารถประคองตัวได้ ส่วนหนึ่งจากการที่สายการบินจากตะวันออกกลางกลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินอีกครั้งในสัดส่วน 70-80%
ทั้งนี้ เดิมทีมีการประเมินว่าหากไม่มีปัจจัยแทรกแซง จำนวนนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปีอาจไปถึงเป้าหมายที่ 35-37 ล้านคน แต่เมื่อเกิดสงครามตะวันออกกลางขึ้น จึงคาดการณ์ว่าในกรณีที่ดีที่สุด ตัวเลขนักท่องเที่ยวรวมน่าจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา หรือประคับประคองให้อยู่ในระดับใกล้เคียง 33 ล้านคน แต่ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หากสงครามยืดเยื้อ อาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวหายไปถึง 25% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา หรือลดลงประมาณ 3-4 ล้านคน ซึ่งหากประเมินค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ 50,000 บาทต่อคน จะคิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 2-3 แสนล้านบาท
“กรณีที่ดีที่สุดคือจำนวนนักท่องเที่ยวใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แต่ในฉากทัศน์ที่เลวร้าย หากสงครามยืดเยื้อ นักท่องเที่ยวอาจหายไปถึง 25% ซึ่งเป็นมูลค่าความเสียหายหลักแสนล้านบาทที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือ”
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดต่อภาคการท่องเที่ยวคือโครงสร้างราคาน้ำมันเครื่องบินที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดและเร็วกว่าราคาน้ำมันดิบ โดยก่อนวิกฤต ราคาน้ำมันเครื่องบินจะสูงกว่าน้ำมันดิบเพียง 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ปัจจุบันส่วนต่างนี้กว้างถึง 144 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บีบให้สายการบินต้องเก็บค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเพิ่ม ปรับขึ้นราคาตั๋ว และต้องบินอ้อมเพื่อเลี่ยงพื้นที่สงครามซึ่งยิ่งทำให้เปลืองน้ำมัน จนส่งผลให้ตั๋วเครื่องบินในทวีปเอเชียมีราคาแพงเทียบเท่ากับการบินไปทวีปยุโรป
ขณะเดียวกัน ค่าเดินทางที่พุ่งสูงขึ้นนี้ทำให้นักท่องเที่ยวต้องจำกัดการใช้จ่าย ลดจำนวนวันพักในโรงแรม และอาจยกเลิกการเดินทางระยะไกล โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่มีความอ่อนไหวต่อราคา อาจหันไปท่องเที่ยวระยะสั้นหรือเที่ยวภายในภูมิภาคเดียวกันมากขึ้น เช่น ชาวยุโรปอาจเลือกพักผ่อนแถบสเปนตอนใต้หรือตุรกีแทนการเดินทางมาเอเชีย ในขณะที่ตลาดในประเทศก็พึ่งพาได้ยากขึ้น เนื่องจากคนไทยมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงขึ้นจากราคาน้ำมันและปัญหาหนี้ครัวเรือน ทำให้แม้จะมีการเดินทางในช่วงสงกรานต์ แต่อาจมีระยะเวลาสั้นลงและใช้จ่ายน้อยลง
ทั้งนี้ แม้ความขัดแย้งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงและการตัดสินใจเดินทาง และได้สร้างเทรนด์ใหม่ที่นักท่องเที่ยวต่างแสวงหา "พื้นที่ปลอดภัย" ซึ่งประเทศไทยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในนั้น เห็นได้จากการที่ชาวรัสเซียเปลี่ยนพฤติกรรมมาพำนักระยะยาวในไทยมากขึ้น เพื่อหนีภัยสงคราม ฟื้นฟูบาดแผลทางจิตใจ และรับบริการทางการแพทย์ ในขณะเดียวกัน ศูนย์กลางการเงินอย่างดูไบก็กำลังเผชิญปัญหาชาวต่างชาติย้ายออกไปหลบภัยในประเทศที่ปลอดภัยกว่าอย่างสิงคโปร์
ประเทศไทยจึงควรเตรียมความพร้อมในการรองรับกลุ่มคนเหล่านี้ที่อาจเดินทางต่อมาจากสิงคโปร์ โดยมุ่งเน้นการเป็นศูนย์กลางสุขภาพและการแพทย์ที่รองรับการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจจากภาวะสงคราม ไม่ใช่เพียงแค่บริการสปาหรือนวดทั่วไป รวมถึงการชูจุดแข็งความเป็นกลางเพื่อเป็นศูนย์กลางการจัดประชุมและนิทรรศการระดับภูมิภาคที่ปลอดภัยที่สุดในการเจรจาธุรกิจ ตลอดจนการปรับปรุงเรื่องวีซ่าเพื่อดึงดูดกลุ่มคนทำงานอิสระด้านดิจิทัล
นอกจากนี้ นายยุทธศักดิ์ ชี้ว่า ไทยควรฉกฉวยโอกาสจากตลาดระยะใกล้ อย่างกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอินเดียที่เคยนิยมเดินทางไปตะวันออกกลาง ให้เปลี่ยนเป้าหมายมาท่องเที่ยวในประเทศไทยแทน ซึ่งแนวทางเหล่านี้สอดคล้องกับนโยบายที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่ามากกว่าปริมาณ แตกต่างจากประเทศเวียดนามที่มีตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่กว่าไทยถึง 110 ล้านคน และเน้นปริมาณนักท่องเที่ยวเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากราคาน้ำมันแล้ว ความผันผวนของค่าเงินบาทยังเป็นปัจจัยสำคัญ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ฉากทัศน์ ได้แก่
1.) ฉากทัศน์แรก หากเงินบาทแข็งค่าในระดับต่ำกว่า 30 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ จะถือเป็นวิกฤตความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริง ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 15-17% เนื่องจากนักท่องเที่ยวจะมองว่าค่าใช้จ่ายในไทยแพงเกินจริง ส่งผลให้นักท่องเที่ยวระยะไกลจากยุโรปและอเมริกาหดตัวอย่างรุนแรง ส่วนตลาดระยะใกล้จะหันไปเลือกเวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซียอย่างถาวร
2.) ฉากทัศน์ที่สอง หากเงินบาทอยู่ในระดับ 30-32 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับปัจจุบัน ไทยจะยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ แต่โครงสร้างตลาดจะเปลี่ยนไป กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เน้นของถูกจะลดลง และถูกแทนที่ด้วยกลุ่มที่มีความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจสูงจากสิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศอาหรับ โดยไทยต้องเน้นขายประสบการณ์ ความปลอดภัย สุขภาพ และอาหารการกิน แทนการแข่งด้านราคา
3.) ฉากทัศน์ที่สาม หากเงินบาทอยู่ใยระดับ 32-34 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นจุดที่เหมาะสมที่สุดที่จะปลดล็อกด้านจิตวิทยาในการเดินทาง ทำให้ไทยแข่งขันได้ดีกว่าเวียดนามและญี่ปุ่น เนื่องจากนักท่องเที่ยวจะรู้สึกถึงความคุ้มค่าอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับปัญหาที่ควบคุมไม่ได้ นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการโรงแรมต้องปรับตัวอย่างจริงจัง ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและหันมาใช้สินค้าในประเทศ จะช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานรากได้
นอกจากนี้ การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ไทยต้องนำเข้าถึง 86% ถือเป็นทิศทางยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ต้องดำเนินการ โดยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาบริหารจัดการพลังงาน เปลี่ยนผ่านระบบไฟฟ้าเป็นแบบกระแสตรง และปฏิวัติระบบโลจิสติกส์ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า แม้การใช้พลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาจมีข้อจำกัดเรื่องช่วงเวลาการใช้ไฟฟ้าและแบตเตอรี่กักเก็บ แต่ภาครัฐก็ควรเข้ามาสนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้โรงแรมสามารถเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้ ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรหาแนวทางช่วยลดต้นทุนการเดินทางภายในประเทศ เพื่อกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวไทยให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
สำหรับการแข่งขันในสภาวะที่ท้าทายนี้ ผู้ประกอบการไม่ควรใช้วิธีลดราคาหรือขึ้นราคา แต่ควรยกระดับคุณค่าการบริการผ่านการเอาใจใส่ การรักษาฐานลูกค้าเก่า และทำสินค้าที่มีอยู่ให้มีมูลค่าสูงขึ้นในสายตาของผู้รับบริการ เพื่อตอกย้ำความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB