คตร.นัดแรก สั่งรื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน เล็ง หั่นค่าการกลั่น-ค่าการตลาด
คตร.นัดแรก สั่งรื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน เล็ง หั่นค่าการกลั่นและค่าการตลาด เตรียมชง ครม. 6 เมษายนนี้ หวังลดราคาหน้าปั๊มช่วยประชาชน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรียกประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง(คตร.)นัดแรก โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงพลังงาน และปลัดกระทรวงคมนาคม
รวมถึงนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายพรายพล คุ้มทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญพลังงาน นายคุรุจิต นาครทรรพ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานระดับสูง และนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อดีตปลัดคลังและพลังงาน
โดยภายหลังการประชุมเสร็จสิ้น นายเอกนิติ ได้เปิดเผยว่า คณะกรรมการชุดนี้ได้รับการแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรีเมื่อวานนี้และได้เรียกประชุมในทันที โดยมีอำนาจหน้าที่ในการศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง ตลอดจนพิจารณาหลักเกณฑ์การคำนวณราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นและราคาของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา
ในการประชุมวันนี้ได้เชิญกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันเข้ามาชี้แจงข้อมูลและพบว่า ตัวเลขค่าการกลั่นที่กระทรวงพลังงานนำเสนอในปัจจุบันอาจจะอยู่ในระดับที่สูงเกินไปเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์จริง ซึ่งคณะกรรมการเข้าใจว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการคำนวณราคา โดยมีต้นทุนส่วนเพิ่มที่เรียกว่า War Premiem หรือ ค่าพรีเมียมความเสี่ยงสงครามเข้ามาเกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการตรวจพบว่าค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น ค่าขนส่งและค่าประกันภัยที่ไม่ได้นำมารวมคำนวณในราคาขายตามปกตินั้น ควรจะถูกตัดออกไป จึงมีข้อสรุปเบื้องต้นสั่งการให้กระทรวงพลังงานไปทำตัวเลขใหม่โดยตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ทิ้ง ซึ่งจะส่งผลให้ค่าการกลั่นลดต่ำลง
นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปหารือกับกลุ่มโรงกลั่นเพื่อศึกษาต้นทุน War Premiem ที่แท้จริง เนื่องจากในปัจจุบันโรงกลั่นไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียวเหมือนในอดีต แต่ต้องไปหาตลาดอื่นเพื่อรักษาระดับน้ำมันให้เพียงพอในประเทศ จึงต้องหาความชัดเจนว่าค่าดังกล่าวควรอยู่ที่เท่าใดบนพื้นฐานความเป็นจริง เพื่อนำมาคำนวณค่าการกลั่นให้ถูกต้อง
สำหรับในส่วนของค่าการตลาดนั้น คณะกรรมการได้รับฟังองค์ความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิว่าการคำนวณค่าการตลาดมีความผันผวนสูงและต่ำในบางช่วง จึงได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานไปพิจารณาหาตัวเลขค่าการตลาดที่เหมาะสม
ทั้งนี้ เป้าหมายหลักของคณะกรรมการคือการปรับลดทั้งค่าการกลั่นและค่าการตลาดลง เพื่อให้กลไกเหล่านี้นำไปสู่การปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร็วที่สุด แม้คณะกรรมการจะมีเวลาทำงาน 15 วันตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี แต่ได้ตกลงกันว่าจะพยายามเร่งรัดการดำเนินงานทุกอย่างให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 6 เมษายนนี้ เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในรอบแรก
พร้อมกันนี้ คณะกรรมการยังมีแนวคิดที่จะพิจารณากำหนดเพดานราคาและราคาขั้นต่ำของค่าการกลั่น ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเสนอที่ต้องอาศัยข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงมาเป็นฐานในการคำนวณกลไกดังกล่าวให้ชัดเจน โดยจะมีการประชุมคณะกรรมการอีกครั้งในวันพรุ่งนี้
“ทั้งหมดนี้เราเชื่อว่า ค่าการกลั่น ค่าการตลาด ซึ่งจะส่งผลไปสู่ราคาหน้าปั๊มที่คิดกับประชาชน ณ วันนี้ ควรจะลดลง คณะกรรมการก็เลยตกลงกันว่าจะพยายามทำทุกอย่างให้เสร็จ แม้จะมีเวลาจำกัดนะครับ แต่จะให้เสร็จภายในวันที่ 6 เมษายนนี้”
ด้านนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ค่าการตลาดนั้นเป็นเพียงการบวกลบตัวเลขส่วนต่างระหว่างราคาขายส่งและราคาขายปลีก ซึ่งจะมีความแกว่งตัวมากในแต่ละวัน จากข้อมูลตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงวันนี้ (2 เม.ย.69) พบว่าเมื่อนำมาเฉลี่ยทุกผลิตภัณฑ์แล้ว ค่าการตลาดเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 1.95 บาท และเฉพาะในเดือนมีนาคมเพียงเดือนเดียวน่าจะต่ำกว่านี้ด้วยซ้ำ
ซึ่งตัวเลขนี้ถือว่าต่ำกว่าระดับค่าการตลาดที่เหมาะสมที่เคยมีการศึกษาไว้เมื่อปีที่ผ่านมาว่าควรอยู่ที่เฉลี่ย 2.45 บาท โดยในระดับ 2.45 บาทนี้ได้ครอบคลุมต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ของสถานีบริการไว้ทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าสถานที่ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการลงทุนและดำเนินการทางธุรกิจอื่นๆ
ดังนั้นในปัจจุบันค่าการตลาดจึงถือว่าไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงเลย และทางกระทรวงพลังงานรวมถึงคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้กำกับดูแลเรื่องค่าการตลาดไม่ให้เกินกว่าระดับที่ศึกษาและเป็นไปตามนโยบายอยู่แล้ว
ในส่วนของประเด็นค่าการกลั่น แท้จริงแล้วไม่ใช่ตัวเลขกำไรของโรงกลั่นแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูปเท่านั้น ซึ่งส่วนต่างนี้ยังต้องนำไปหักลบกับต้นทุนวัตถุดิบและค่าพรีเมียมต่างๆ ที่เป็นต้นทุนไม่ปกติอันเกิดจากภาวะวิกฤต เช่น ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่สูงขึ้นเนื่องจากน้ำมันหายากขึ้นและอาจไม่สามารถซื้อได้ตามราคาประกาศ ทางกระทรวงพลังงานจึงได้หารือและขอให้ทางโรงกลั่นแสดงข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงในช่วงวิกฤตสงคราม เพื่อแยกแยะให้ชัดเจนว่าส่วนใดเป็นต้นทุนจริงและส่วนใดเป็นกำไรขั้นต้นที่เหลืออยู่
อย่างไรก็ตาม นายประเสริฐระบุว่า หากย้อนดูข้อมูลในอดีตช่วง 5 ปีที่ผ่านมาในสถานการณ์ปกติ ค่าการกลั่นเฉลี่ยจะอยู่ที่ระดับใกล้เคียงกันคือประมาณ 2.40 - 2.45 บาท แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤต ต้นทุนย่อมสูงกว่า 2 บาทกว่าอย่างแน่นอน ซึ่งข้อมูลตัวเลขที่แท้จริงจากทางโรงกลั่นในเดือนมีนาคมนี้จะถูกนำมาใช้เป็นฐานในการพิจารณาคำนวณและกำหนดเพดานรวมถึงราคาขั้นต่ำของค่าการกลั่นต่อไป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB