ไทยเร่งเครื่องเจรจาสหรัฐฯ รับมือข้อกล่าวหา ม.301 ก่อนเดดไลน์ 15 เม.ย.นี้
“กิริฎา” ชี้ไทยเร่งเครื่องเจรจาสหรัฐฯ รับมือข้อกล่าวหา ม.301 ก่อนเดดไลน์ 15 เม.ย.นี้ หวังคลายแรงกดดันการค้า ควบคู่ลุยถก USTR ปกป้องผลประโยชน์ประเทศ
นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “ทิศทางการค้าและการลงทุนของไทยในระเบียบโลกใหม่“ จัดโดยกรมการค้าต่างประเทศ พร้อมกล่าวปาฐากถาพิเศษในหัวข้อ ”ทิศทางการค้าและการลงทุนหลังจัดตั้งรัฐบาล“ โดยระบุว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับNew Normal จากผลกระทบของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง ผนวกกับปัญหาความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและบั่นทอนการเติบโตของการค้าโลก
ปัจจุบันโลกกำลังแบ่งออกเป็น 4 ขั้วเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ กลุ่มพันธมิตรเดิมของสหรัฐฯ กลุ่มประเทศจีนและพันธมิตร และกลุ่มประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดเช่นประเทศไทย โดยการวางตัวเป็นกลางนี้เปิดโอกาสให้ไทยสามารถดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ ได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสีเขียว ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีชีวภาพที่สามารถนำมาต่อยอดเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรของไทย
ทั้งนี้ ในส่วนของภารกิจแรกของกระทรวงณิชย์ที่จะเร่งดำเนินการหลังจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จ คือเตรียมความพร้อมเพื่อชี้แจงข้อกล่าวหาจากสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 จำนวน 2 คดีหลัก ได้แก่
1.)ประเด็นเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน
2.)ข้อกล่าวหาเรื่องการนำเข้าสินค้าที่มีกระบวนการใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) จากประเทศต้นทาง
โดยกระทรวงพาณิชย์ มีกำหนดส่งเอกสารแก้ต่างเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงภายในวันที่ 15 เมษายน 2569 และเตรียมส่งคณะทำงานเดินทางไปหารือระดับเทคนิคแบบตัวต่อตัวกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เพื่อนำเสนอมาตรการแก้ไขและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ
ขณะเดียวกัน แนวโน้มการส่งออกในปีนี้ นางสาวกิริฎา ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ยังคงมีความมั่นใจว่าตัวเลขเฉลี่ยจะสามารถรักษาระดับเป็นบวกได้ แม้ต้นทุนการผลิตทั่วโลกจะปรับตัวสูงขึ้น แต่สินค้าไทยยังคงมีศักยภาพในการแข่งขัน โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐอเมริกาที่คาดว่าจะมีการเร่งนำเข้าสินค้าเพื่อกักตุน (Front-load) ก่อนที่มาตรการทางภาษีต่อจีนจะบังคับใช้เต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ สินค้าส่งออกสูงสุด 20 อันดับแรกของไทยในตลาดสหรัฐฯ มีถึง 18 รายการที่เป็นสินค้าแข่งกับประเทศจีนโดยตรง เช่น ชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และอัญมณี ส่งผลให้สินค้าไทยมีโอกาสสูงที่จะแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐฯ ได้มากขึ้นเนื่องจากเผชิญกับอัตราภาษีที่ต่ำกว่าสินค้าจากจีน
จริงๆ ใน Top 20 สินค้าที่ไทยส่งไปสหรัฐฯ เราแข่งกับจีนอยู่ประมาณ 18 รายการ เพราะฉะนั้นเราก็อาจจะแข่งขันกับสินค้าจีน คือไปเอาส่วนแบ่งตลาดจากจีนออกมาได้บ้าง ซึ่งในส่วนนั้นก็ยังมองว่าตลาดสหรัฐฯ อาจจะไม่ถึงกับซบเซาลงไปมาก เพราะว่าเราก็จะไปทดแทนสินค้าจากจีนได้บ้างเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แม้การค้าโลกจะชะลอตัวลง แต่ภาคเอกชนไทยกลับมีความตื่นตัวในการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันประเทศไทยมี FTA กับ 18 ประเทศ มีสัดส่วนการใช้สิทธิประโยชน์สูงถึง 82% ของสินค้าที่เข้าข่าย และคาดการณ์ว่ามูลค่าการใช้สิทธิจะขยายตัวจาก 81,000 ล้านบาทในปี 2566 เป็น 90,000 ล้านบาทในปี 2568
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังคงเดินหน้าเร่งผลักดัน FTA ฉบับใหม่ที่เจรจาเสร็จสิ้นแล้วให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความตกลงกับกลุ่มประเทศ EFTA (นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ ไอซ์แลนด์) ศรีลังกา และภูฏาน
พร้อมกันนี้ ยังเตรียมเปิดการเจรจาข้อตกลงใหม่กับสหภาพยุโรป แคนาดา เกาหลีใต้ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อสร้างพันธมิตรใหม่ ขยายตลาดส่งออก และลดต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบ
ทั้งนี้ นางสาวกิริฎา ได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ 3 ประการเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและรับมือกับความผันผวนได้อย่างยั่งยืน ได้แก่
1.) การกระจายความเสี่ยง (Diversification) ซึ่งต้องครอบคลุมทั้งการหาตลาดส่งออกแห่งใหม่ แหล่งนำเข้าวัตถุดิบที่หลากหลาย และการปรับเปลี่ยนวิธีการขนส่งเพื่อป้องกันการกระจุกตัว
2.) การยกระดับมาตรฐานสินค้าและกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานเศรษฐกิจสีเขียวและการลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญของประเทศคู่ค้าหลัก
3.) การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และช่วยบริหารจัดการลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB