“เอกนิติ” ชี้พลังงานราคาถูก อาจไม่กลับมาในระยะ 1–2 ปีข้างหน้า
“เอกนิติ” ชี้พลังงานราคาถูก อาจไม่กลับมาในระยะ 1–2 ปีข้างหน้า รัฐบาลเร่งส่งเสริมพลังงานทดแทน
ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วาระคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลุกขึ้นชี้แจงโดยอภิปรายว่า ขอบคุณสมาชิกรัฐสภาที่ได้ให้ข้อเสนอแนะในหลายประเด็นด้านเศรษฐกิจ ในฐานะผู้รับผิดชอบภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ จำเป็นต้องมองสถานการณ์ทั้งระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กัน
นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากวิกฤตระดับโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อวิกฤตพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนและมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งยังมีความไม่แน่นอนสูงจากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งพลังงานโลก ความไม่แน่นอนดังกล่าวอาจยืดเยื้อและซับซ้อน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง และกระทบต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านพลังงาน แต่ยังอาจลุกลามไปสู่ราคาสินค้าอื่น ๆ เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งส่งออกทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ปุ๋ยเคมี และวัตถุดิบสำคัญหลายประเภท ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะสินค้าแพงและขาดแคลนในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อ หรือ Stagflation ที่อาจเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก
ในระยะสั้น รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะค่าครองชีพ พร้อมย้ำว่าทรัพยากรของประเทศมีจำกัด จึงต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด โดยรัฐบาลได้ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักในการพยุงราคาน้ำมัน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่หลายประเทศไม่มี
สำหรับข้อเสนอเรื่องการปรับลดภาษีสรรพสามิต นายเอกนิติ ระบุว่า แม้มาตรการดังกล่าวสามารถช่วยลดราคาน้ำมันได้ แต่ภาษีดังกล่าวยังเป็นรายได้สำคัญของรัฐที่นำไปใช้ในภาคสาธารณสุข เช่น การดูแลโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
นายเอกนิติ เผยว่า รัฐบาลยังเตรียมใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ กลุ่มขนส่ง ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของระบบเศรษฐกิจ กลุ่มผู้มีรายได้น้อย กลุ่มประมง และภาคเกษตร โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้ปัจจัยการผลิตอย่างปุ๋ยและพลังงาน เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนการผลิตส่งผ่านไปยังราคาสินค้าในวงกว้าง
นายเอกนิติ ย้ำว่า ความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรับมือหากวิกฤตยืดเยื้อ โดยต้องบริหารทรัพยากรอย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤตที่อาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงเช่นในปี 2540
สำหรับแนวทางระยะยาว รัฐบาลมองว่าวิกฤตครั้งนี้จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะด้านทหาร แต่รวมถึงความมั่นคงด้านอาหาร ยา และพลังงาน ประเทศไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านการผลิตอาหาร ยา และสมุนไพร เป็นโอกาสในการยกระดับเศรษฐกิจ
ในด้านพลังงาน นายเอกนิติ ระบุว่า ราคาพลังงานที่ถูกอาจไม่กลับมาในระยะ 1–2 ปีข้างหน้า รัฐบาลจึงต้องเร่งส่งเสริมพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เอทานอล และไบโอดีเซล เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคธุรกิจลงทุนผลิตไฟฟ้าใช้เอง และสามารถขายไฟฟ้าคืนสู่ระบบได้
ขณะเดียวกัน การพัฒนาเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ โดยรัฐบาลตั้งเป้าให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยหรือแรงงานทั่วไป เพื่อเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจ ในด้านการลงทุน รัฐบาลจะเร่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เทคโนโลยีดิจิทัล หุ่นยนต์ และเศรษฐกิจสุขภาพ พร้อมผลักดันการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงานไทยผ่านโครงการต่าง ๆ
นายเอกนิติ ระบุว่า ตัวเลขการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้ หากมีการปลดล็อกข้อจำกัดและสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
นายเอกนิติ ย้ำว่า วิกฤตครั้งนี้อาจรุนแรงและยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ รัฐบาลจึงต้องดำเนินมาตรการทั้งระยะสั้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และระยะยาวเพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศ โดยเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลและทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันเพื่อให้ประเทศไทยสามารถผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB