TDRI ชี้ Moody’s ปรับ Outlook ไทยแค่ “ภาพกลาง” ย้ำรัฐเร่งปฏิรูปภาษี หนีกับดักหนี้สาธารณะ
TDRI ชี้ Moody’s ปรับ Outlook ไทยแค่ “ภาพกลาง” ย้ำรัฐต้องเร่งปฏิรูปภาษี-ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ หนีกับดักหนี้สาธารณะพุ่ง
นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยผ่านรายการ Wealth Wake Up ช่วง Exclusive Talk ถึงกรณีที่ Moody’s Investors Service ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ "เชิงลบ" (Negative Outlook) สู่ระดับ "มีเสถียรภาพ" (Stable Outlook) พร้อมคงอันดับความน่าเชื่อถือที่ Baa1 โดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีในแง่ปัจจัยพื้นฐาน
แต่ยังไม่ใช่จุดที่จะวางใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากเป็นการปรับจากภาพลบกลับมาสู่จุดสมดุลหรือภาพระดับกลางเท่านั้น
หัวใจหลักของการปรับเรตติ้ง คือ "เสถียรภาพการเมืองและนโยบาย"
นายนณริฏ วิเคราะห์ว่าเหตุผลสำคัญที่ Moody’s ปรับมุมมองไทยดีขึ้น มาจากความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของรัฐบาลปัจจุบัน โดยเฉพาะการมีคะแนนเสียงที่มั่นคงซึ่งนำไปสู่ความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย ลดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและการเปลี่ยนตัวผู้นำบ่อยครั้งที่เคยเป็นอุปสรรคสำคัญในอดีต
อย่างไรก็ตาม การมีรัฐบาลที่มั่นคงเป็นเพียงเงื่อนไขเบื้องต้น เพราะหัวใจสำคัญที่แท้จริงคือ "คุณภาพของนโยบาย" ว่าจะสามารถขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจและกระตุ้นการเติบโตของ GDP ได้จริงหรือไม่
ทั้งนี้ KPI สำคัญที่ต้องติดตามต่อคือ ความสามารถในการจัดเก็บภาษีเพื่อนำมาใช้หนี้คืนในอนาคต หากรัฐบาลเน้นเพียงนโยบายประชานิยมที่กระตุ้นเศรษฐกิจเพียงชั่วคราวแต่ไม่เพิ่มรายได้ให้ภาครัฐ หนี้สาธารณะที่ปัจจุบันพุ่งสูงกว่า 60% ของ GDP ก็มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นจนกระทบต่อความยั่งยืนทางการคลัง
มองการลงทุนฟื้นตัวเพียง "ระยะเริ่มต้น"
ในมิติของการลงทุน นายนณริฏ ยอมรับว่าสัญญาณการลงทุนเริ่มดีขึ้นจากการผลักดันนโยบาย Thailand Fast Pass ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งช่วยปลดล็อกโครงการที่ค้างท่อใน BOI แต่ภาพรวมการลงทุนภาคเอกชนยังเติบโตเพียง 1-2% ซึ่งถือว่ายังต่ำกว่าระดับที่สะท้อนการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งตามจริงควรอยู่ที่ 3-7% ดังนั้นโจทย์สำคัญถัดไปคือการทำให้เกิดการลงทุนแบบ Broad-based ที่เชื่อมโยงธุรกิจขนาดใหญ่เข้ากับ SME ไทย เพื่อให้เกิดแรงส่งต่อในระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง
"กู้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ" จำเป็นจริงหรือไม่? เมื่อวิกฤตมาถี่ ตำราเดิมอาจใช้ไม่ได้ผล
เมื่อพิจารณาถึงความจำเป็นในการกู้เงินเพิ่มเพื่อรองรับวิกฤตโลก นายนณริฏ ให้มุมมองว่าตามตำราเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน ปัจจุบันไทยควรได้รับการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจาก GDP โตเพียง 1.3-1.6% ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น (Potential Growth) ที่ระดับ 2.7% ประกอบกับมีปัจจัยลบจากภายนอก เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและภัยพิบัติธรรมชาติ
แต่ในบริบทปัจจุบัน "วิกฤตเกิดบ่อยขึ้น" จนรัฐบาลไม่มีเวลาพักฟื้นฐานะทางการคลัง หนี้สาธารณะของไทยขยับจาก 40% ช่วงก่อนโควิด-19 มาสู่ระดับเกือบ 70% ในปัจจุบัน
นายนณริฏ จึงเตือนว่าหากไทยยังเดินหน้ากู้เงินโดยไม่มีแผนเพิ่มรายได้ที่ชัดเจน ไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกปรับลดอันดับเครดิตเรตติ้งในอนาคต เพราะจะถูกมองว่าเป็นลูกหนี้ที่กู้ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีความสามารถในการชำระคืน
ปรับทัศนคติ "รัฐสวัสดิการ" สู่การ "ปฏิรูปภาษี" ทั้งระบบคือทางออกสำคัญ
นายนณริฏ เสนอว่ารัฐบาลต้องปรับทัศนคติจากการ "แบกรับภาระแทนประชาชน 100%" เช่น การอุ้มราคาน้ำมัน มาเป็นการปล่อยให้กลไกตลาดทำงานบ้างเพื่อแบ่งเบาภาระงบประมาณ และสิ่งที่เป็นทางออกเร่งด่วนคือ "การปฏิรูปโครงสร้างภาษี"
"ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่รัฐสวัสดิการ มีทั้งเบี้ยผู้สูงอายุและระบบบัตรทอง แต่ฐานภาษีของเรายังต่ำมาก"
นายนณริฏ ได้ยกตัวอย่างภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 7% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศกำลังพัฒนาที่ 12-15% และประเทศพัฒนาแล้วอยู่ที่ 18-25% พร้อมกับมองว่าหากไทยปรับเพิ่ม VAT เป็น 10% จริงๆนั้น อาจเป็นเพียงแค่ก้าวแรกด้วยซ้ำแต่ก็จำเป็น แม้จะเป็นเรื่องยากทางการเมืองเพราะรัฐบาลที่ผ่านมากว่า 20 ปี หลังวิกฤตต้มยำกุ้งที่ไทยเคยมีฐานภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 10% แต่ถูกปรับลดลงลงมาเหลือ 7% หลังจากนั้น ก็แทบไม่มีใครกล้าทำให้กลับขึ้นไปเท่าเดิมเลยเนื่องจากกลัวกระทบต่อฐานเสียง แต่อย่างไรก็ตามตนเองก็มองว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศไทย
อีกทั้งนอกจาก VAT แล้ว รัฐบาลควรดึงกลุ่มคนที่อยู่นอกระบบเข้ามาในฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมถึงการจัดเก็บภาษีฐานทรัพย์สินและภาษีที่ดินอย่างจริงจัง รวมถึงพิจารณาภาษีพิเศษสำหรับกลุ่มที่มีความมั่งคั่งสูงแต่ตรวจสอบที่มาของรายได้ยาก เพื่อสร้างรายได้ให้เพียงพอต่อการรองรับวิกฤตที่จะกระทบกับเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต
นายนณริฏ ทิ้งท้ายว่า ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการขึ้นภาษีคือช่วงที่เศรษฐกิจขาขึ้น แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงหลายปีมานี้ ไทยแทบไม่เข้าสู่ช่วงเวลาดังกล่าวเลย ดังนั้นอาจถึงเวลาที่ต้องยอมรับว่า "จุดนี้อาจเป็นจุดที่ดีที่สุด" แล้วหรือไม่ในการเริ่มลงมือปฏิรูป ก่อนที่เสถียรภาพทางการคลังของประเทศจะเสียหายไปมากกว่านี้
"ปัจจุบันรัฐบาลอัดฉีดปีนึงประมาณ 4% ต่อ GBP แต่เศรษฐกิจไทยตัวเพียงประมาณ 1% เท่านั้น เพราะฉะนั้นในอนาคตถ้าถึงเวลาที่ต้องขึ้น เราอาจจะไม่มีช่วงเวลาที่เหมาะสมดังนั้นจึงมองว่าจุดนี้อาจจะเป็นจุดที่ดีที่สุดแล้วหรืออาจจะไม่ก็ได้"
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB