ชวนทำความเข้าใจ "ภาวะเงินเฟ้อ" ตั้งรับให้ทันก่อนสาย เอาตัวรอดได้ในยุคของแพง
PPTV Wealth ชวนทำความเข้าใจ "ภาวะเงินเฟ้อ" เพื่อตั้งรับให้ทันก่อนสาย เอาตัวรอดได้ในยุคของแพง ค่าแรงถูก
ช่วงนี้รู้สึกไหมว่า “เงินเดือนเท่าเดิม แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้นทุกเดือน” ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมัน ค่าอาหาร หรือค่าเดินทางที่ค่อยๆแพงขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว นี่แหละคือสัญญาณของ “เงินเฟ้อ” ที่กำลังกระทบชีวิตเราแบบเงียบๆ จบหลายคนอาจเริ่มตั้งคำถามว่า "เราควรรับมือกับสภาวะเงินเฟ้ออย่างไร ไม่ให้กระทบเงินในกระเป๋า
PPTV Wealth จึงนำบทความจาก Krungsri The COACH มาแนะนำเพื่อพาทุกคนไปทำความเข้าใจกับสภาวะเงินเฟ้อแบบไม่ซับซ้อน พร้อมแนะนำวิธีรับมือที่เหมาะกับยุคปัจจุบัน
“เงินเฟ้อ” คืออะไร?
เงินเฟ้อ (Inflation) คือ ภาวะที่ระดับราคาสินค้า และบริการโดยทั่วไปเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ “อำนาจซื้อ” ของเงินลดลง ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัด ๆ เช่น เมื่อ 10 ปีก่อน เงิน 40 บาท อาจซื้อก๋วยเตี๋ยวชามใหญ่ได้สบาย ๆ แต่ในปัจจุบัน เงินจำนวนเท่าเดิมอาจซื้อได้เพียงแค่ครึ่งชาม หรือต้องเพิ่มเงินอีกเท่าตัวถึงจะได้กินเหมือนเดิม นี่คือผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดของเงินเฟ้อ
แล้วเงินเฟ้อเกิดขึ้นได้อย่างไร?
โดยหลัก ๆ แล้ว เงินเฟ้อเกิดจากกลไกของ “อุปสงค์” และ “อุปทาน” ที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงปริมาณเงินในระบบ ดังนี้
1.ความต้องการซื้อเพิ่มขึ้น (Demand-pull Inflation) เกิดจากความต้องการซื้อของผู้บริโภคที่มีมากเกินกว่าสินค้าที่มีอยู่ในตลาด เมื่อคนมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือเศรษฐกิจดี คนก็กล้าจับจ่ายใช้สอย แย่งกันซื้อสินค้า ผู้ขายจึงปรับราคาขึ้นตามความต้องการนั้น
2.ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น (Cost-push Inflation) เกิดจากต้นทุนต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้น เช่น ราคาน้ำมันแพงขึ้น ค่าแรงงานเพิ่มขึ้น หรือวัตถุดิบขาดแคลน ผู้ผลิตจึงจำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้าเพื่อรักษากำไร ทำให้ของแพงขึ้นเป็นเงาตามตัว
3.ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้น อีกปัจจัยหนึ่งคือการที่ปริมาณเงินถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น เช่น การพิมพ์เงิน หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing : QE) ในช่วงวิกฤตต่าง ๆ เมื่อมีเงินหมุนเวียนมากเกินไปในขณะที่สินค้ามีเท่าเดิม มูลค่าของเงินจึงด้อยค่าลง สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างที่เราเคยเห็นในสหรัฐอเมริกา หรือยุโรปในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา
เปิดผลกระทบเงินเฟ้อ ที่หลายคนอาจไม่ทันได้สังเกต!
เมื่อภาวะเงินเฟ้อเกิดขึ้น ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ราคาสินค้าแพงขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่การใช้ชีวิตประจำวันไปจนถึงมูลค่าของเงินลงทุน โดยสามารถแบ่งผลกระทบหลัก ๆ ได้ดังนี้
ต่อผู้บริโภค : ค่าครองชีพสูงขึ้น รายจ่ายเพิ่มขึ้น เงินเก็บที่มีอยู่มีมูลค่าลดลง (ซื้อของได้น้อยลง)
ต่อผู้มีรายได้ประจำ : หากเงินเดือนไม่ขึ้นตามเงินเฟ้อ จะรู้สึกเหมือนจนลง เพราะรายได้เท่าเดิมแต่ของแพงขึ้น
ต่อการลงทุน : ผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Return) ลดลง ดังนั้นต้องรับความเสี่ยงมากขึ้นเพื่อหาผลตอบแทนให้ชนะเงินเฟ้อ
แล้วเราควรรับมือยังไงในโลกที่ของแพงขึ้นเรื่อยๆ ?
การที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง และยาวนานเกินไป ไม่เพียงแต่ทำให้ข้าวของแพง แต่ยังส่งผลกระทบต่อตลาดการลงทุนโดยตรง ยิ่งเงินเฟ้อสูง ยิ่งต้องวางแผน “Asset Allocation” หรือการกระจายความเสี่ยงให้ดี เพื่อให้ผลตอบแทนจากการลงทุนยังคงชนะเงินเฟ้อได้ โดยสินทรัพย์ที่ Krungsri The COACH มองว่าน่าสนใจมีดังนี้
1. ทองคำ (Gold) ซึ่งเป็นสินทรัพย์หนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องการต่อสู้กับเงินเฟ้อได้เป็นอย่างดีก็คือ เนื่องจากทองคำถูกเรียกว่าเป็น “เงินมั่งคง (Sound Money)” ที่สามารถกักเก็บความมั่งคั่งได้ในระยะยาว ด้วยปริมาณที่มีอย่างจำกัดสามารถขุดเพิ่มได้เป็นจำนวนน้อยต่อปี รวมถึงการใช้ทองคำเป็นสินทรัพย์เพื่อใช้ค้ำประกันการพิมพ์เงินเพิ่มตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน
2. ตราสารหนี้ (Debt Instruments) ซึ่งในช่วงเวลานี้ก็สามารถลงทุนได้เช่นกัน แต่อาจจะต้องเลือกประเภทของตราสารหนี้ที่เป็น Floating Rate bond หรือ Inflation Linked Bond ที่จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยที่จ่ายในแต่ละงวดตามอัตราดอกเบี้ย และอัตราเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ถ้าหากเป็นตราสารหนี้ทั่ว ๆ ไปแนะนำว่าเน้นเลือกลงทุนตราสารหนี้ระยะเวลาที่สั้นลงกว่าปกติ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อได้
3. อสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ที่สู้เงินเฟ้อได้ดี เพราะเมื่อของแพงขึ้น ราคาวัสดุก่อสร้าง และราคาที่ดินก็มักจะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย การลงทุนในอสังหาฯ หรือกองทุนอสังหาฯ (REITs) จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยอาจเน้นกลุ่มที่ฟื้นตัวได้ดี เช่น คลังสินค้า หรือโครงสร้างพื้นฐาน
4. หุ้น (Stocks) ในภาวะที่เกิดเงินเฟ้อก็สามารถเลือกลงทุนหุ้นได้เช่นกัน แต่อาจจะต้องคัดเลือกอุตสาหกรรมสำหรับการลงทุนสักเล็กน้อย เน้นเลือกลงทุนหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยที่เตรียมปรับขึ้น อย่างกลุ่มอุปโภคบริโภค กลุ่มธนาคารรวมไปจนถึงกลุ่มพลังงาน แต่สำหรับใครที่อยากลงทุนในหุ้น แต่ยังไม่มีประสบการณ์หรือเวลาในการติดตามข่าวสารมากนัก สามารถเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นตามที่เราสนใจก็สามารถทำได้
ทั้งนี้ Krungsri The COACH ระบุว่า สุดท้ายแล้ว “เงินเฟ้อไม่ใช่เรื่องไกลตัว” แต่คือสิ่งที่กระทบชีวิตเราทุกวัน ยิ่งเข้าใจเร็ว ยิ่งวางแผนได้เร็ว และยิ่งมีโอกาสรักษามูลค่าเงินของตัวเองได้มากขึ้น
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB