"Smart Devices" สินค้าศักยภาพในยุคดิจิทัล ไทยเติบโตต่อเนื่อง
สนค. ชี้ "Smart Devices" สินค้าศักยภาพในยุคดิจิทัล ไทยเติบโตต่อเนื่อง เร่งเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยังมีโอกาสขยายไปตลาดมากขึ้น
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ บอกว่า อุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Devices) เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวัน ธุรกิจ และการให้บริการมากขึ้น และมีแนวโน้มเติบโตสูง เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย การขยายตัวของเมือง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการ สิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน
โดย Smart Devices คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสามารถประมวลผลโดยอัตโนมัติ สามารถรับรู้และตอบสนองต่อบริบทผ่านเซ็นเซอร์ และเชื่อมต่อเครือข่ายได้ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ ทำให้สามารถรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจหรืออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ อุปกรณ์สวมใส่ติดร่างกาย (Wearable Devices) เช่น แหวน สร้อย/นาฬิกาข้อมือ และแว่นตา และอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน (Home Appliances) เช่น อุปกรณ์ทำความสะอาด เครื่องครัว กล้องวงจรปิด และกลอนประตู
และตลาดอุปกรณ์อัจฉริยะทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทวิจัยการตลาด Virtue Market Research รายงานว่า ในปี 2565 ตลาดอุปกรณ์อัจฉริยะทั่วโลกมีมูลค่า 4.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่า ในช่วงปี 2565-2573 จะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ15 ต่อปี
และจากการศึกษา ของ สนค. พบว่า ในปี 2567 การนำเข้าอุปกรณ์อัจฉริยะทั่วโลก มีมูลค่า 5.34 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.89 จากปีก่อนหน้า ประเทศที่นำเข้าสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ ในขณะที่ไทยนำเข้าเป็นอันดับที่ 27 ของโลก และการส่งออกอุปกรณ์อัจฉริยะของโลก ในปี 2567 มีมูลค่า 5.41 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.94 จากปีก่อนหน้า ประเทศที่ส่งออกอุปกรณ์สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งแหล่งส่งออกค่อนข้างกระจุกตัว ในขณะที่ไทยส่งออกมากเป็นอันดับที่ 9 ของโลก
สำหรับแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจอุปกรณ์อัจฉริยะ ใน 4 ประเทศ ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และเกาหลีใต้ พบว่า ทุกประเทศมีการกำหนดนโยบายที่ช่วยสนับสนุนธุรกิจอุปกรณ์อัจฉริยะและส่งเสริมการบริโภค อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การส่งเสริมการลงทุน การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง การพัฒนาบุคลากร ควบคู่กับการสนับสนุนเปลี่ยนเครื่องใช้ในบ้านให้เป็นอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน
จีนมีกรอบยุทธศาสตร์ Made in China 2025 (MiC2025) ที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 สาขา ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์อัจฉริยะ และแผนปฏิบัติการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านคุณภาพสูง ที่มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าส่องสว่าง ให้เป็นผลิตภัณฑ์อัจฉริยะ สร้างระบบนิเวศบ้านอัจฉริยะ และสนับสนุนการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สหรัฐอเมริกาออกกฎหมาย CHIPS and Science Act 2022 สำหรับสนับสนุนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของอุปกรณ์อัจฉริยะทุกชนิด ผ่านการวิจัยและพัฒนา การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการพัฒนาบุคลากร และแผนปฏิบัติการ Winning the Race: America’s AI Action Plan ในการสนับสนุนพัฒนาชิปและซอฟต์แวร์ AI ขั้นสูง และปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มากขึ้น
เยอรมนีมีแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (Industry 4.0) เพื่อพัฒนาโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things: IoT) และเซ็นเซอร์อัจฉริยะ และยุทธศาสตร์ National Digital Decade Strategic Roadmap (ค.ศ. 2024 – 2030) เพื่อเร่งการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานและทักษะดิจิทัลของประเทศ
และเกาหลีใต้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัล Digital New Deal 2.0 เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมและบริการสาธารณะอัจฉริยะ กำหนดมาตรฐาน KC Certification เพื่อรับรองความปลอดภัยของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และส่งเสริมการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน โดยสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ที่ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพพลังงานสูง
สำหรับประเทศไทย มียุทธศาสตร์ แนวนโยบาย และกิจกรรมหลากหลาย ที่ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมอุปกรณ์อัจฉริยะของไทย อาทิ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2566-2570) และยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุน 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) ซึ่งทำให้การค้าอุปกรณ์อัจฉริยะของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 การค้าอุปกรณ์อัจฉริยะของไทยมีมูลค่า 2.46 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 67.20 จากปีก่อนหน้า และในช่วงปี 2565-2568 เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 22.70 ต่อปี โดยไทยเกินดุลการค้ามาโดยตลอด
โดยไทยมีศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันในการส่งออกอุปกรณ์อัจฉริยะเพิ่มขึ้น ทั้งในภาพรวมและในหลายตลาด ทั้งนี้ ตลาดที่น่าสนใจที่ควรผลักดันการส่งออกอุปกรณ์อัจฉริยะของไทย อาทิ สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ แคนาดา เม็กซิโก สหราชอาณาจักร จีน ฮ่องกง เยอรมนี และฝรั่งเศส และไทยจำเป็นต้องส่งเสริมการค้า เพื่อรักษาตลาด อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ และรัสเซีย
ผอ.สนค. ยังกล่าวด้วยว่า การจะส่งเสริมและพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจอุปกรณ์อัจฉริยะไทยให้ครอบคลุมทุกมิติด้วย 6 แนวทาง ได้แก่ (1) บูรณาการนโยบาย การดำเนินงาน และข้อมูล ตลอดห่วงโซ่คุณค่า (2) กำหนดแนวทางส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน (3) ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานไทยเพื่อเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานที่น่าเชื่อถือ (4) จัดทำมาตรการขยายอุปสงค์ภายในประเทศ (5) เร่งเจรจาการค้า เพื่อสร้างหุ้นส่วนการค้าเชิงยุทธศาสตร์ กระจายความเสี่ยง และขยายโอกาสทางการค้า และ (6) เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังสินค้าสวมสิทธิ และการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ จะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกหน่วยงาน เพื่อพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันธุรกิจอุปกรณ์อัจฉริยะของไทยอย่างยั่งยืน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB