"ไทยช่วยไทยพลัส" จะสู้ฤทธิ์สงครามตะวันออกกลางได้หรือไม่
"ไทยช่วยไทยพลัส" พยุงเศรษฐกิจ ประคองกำลังซื้อ จะสู้ฤทธิ์สงครามตะวันออกกลางได้หรือไม่
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส” ถูกประเมินว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของภาครัฐในการเข้ามากระตุ้นกำลังซื้อ ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยในประเทศและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน
สำหรับโครงสร้างของมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ประกอบด้วย
- โครงการคนละครึ่งพลัส (รัฐจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40%) ครอบคลุมมากกว่า 20 ล้านคน
- บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ครอบคลุม 14 ล้านคน (รัฐสนับสนุนเต็มจำนวน)
โดยวงเงินรวมจากภาครัฐอยู่ที่ประมาณ 104,000 ล้านบาท และเมื่อรวมเงินสมทบจากประชาชน จะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมกว่า 136,000 ล้านบาท
นายปิยศักด์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่า ไทยช่วยไทยพลัส คือมาตรการดังกล่าวจะช่วยอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 1.36 แสนล้านบาท ผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” แม้จะช่วยหนุน GDP ได้เพียง 0.2 % แต่ถือเป็น “กันชน” สำคัญเพื่อลดความเสี่ยงเศรษฐกิจขาลง (Downside Risk)
อย่างไรก็ตาม ไทยช่วยไทยพลัส อาจพยุงเศรษฐกิจได้ใน “ระยะสั้น” และจะกระจุกตัวในช่วงไตรมาส 2–3 ของปี 2569 ทามกล่างปัจจัยรุมเร้าอื่นๆ ที่ยังมีอีกมาก โดยเฉพาะ ราคาพลังงานโลก ที่มาจากสงครามตะวันออกกลางโดยตรง
นายปิยศักด์ มองว่า ในกรณีฐาน หากราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยอยู่ที่ 85 ดอลลาร์/บาร์เรล และราคาดีเซลในประเทศปรับขึ้นสู่ 40–50 บาท/ลิตร จะส่งผลให้ GDP ไทยถูกกดดันลงราว 0.27% เงินเฟ้อทั่วไปพุ่งขึ้นแตะ 2.9% โดยแรงกดดันดังกล่าวเป็นเงินเฟ้อแบบ Cost-push ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังต้นทุนขนส่ง ภาคเกษตร และผู้ประกอบการ SMEs
ในส่วนของ นโยบายการเงินการคลัง INVX Research มองว่า ธปท. จะเลือกใช้มาตรการผ่อนคลายแบบเจาะจงอย่าง Soft Loan แทนการลดดอกเบี้ยนโยบาย เพราะในสภาวะที่เงินเฟ้อเร่งตัวสู่ 2.9–4.4% การลดดอกเบี้ยจะยิ่งกดดันค่าเงินบาทและต้นทุนนำเข้าพลังงาน แต่การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อก็จะกระทบกับเศรษฐกิจเช่นกัน และยิ่งซ้ำเติมภาระหนี้ครัวเรือน
จึงมองว่า ธปท. จะเลือก "Look through" หรือมองข้ามเงินเฟ้อที่จะเพิ่มขึ้นในระยะสั้น และคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปีที่ 1.00% ไม่เปลี่ยนแปลงจากปัจจุบัน
ขณะที่ในด้านการคลัง หนี้สาธารณะที่กำลังใกล้แตะระดับ 70% ของ GDP ทำให้พื้นที่สำหรับมาตรการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่แคบลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหากรัฐบาลออกพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเพิ่มพื้นที่การคลัง จะทำให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลคล่องตัวมากขึ้น โดยรัฐบาลอาจปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะในปี 2570
มองมุมลงทุน กลุ่มค้าปลีก-สินเชื่อ รับอานิสงส์
หากในมุมมองนักลงทุน แม้มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะไม่ใช่เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ แต่ช่วยสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นบางกลุ่ม ได้แก่
- ค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น CPALL, CPAXT, BJC, TNP, CBG, OSP
- สินเชื่อรายย่อย เช่น MTC, SAWAD, TIDLOR, AEONTS
เนื่องจากเม็ดเงินที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ และลดความเสี่ยงหนี้เสีย (NPL) ในกลุ่มรายได้น้อย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB