ผ่า พ.ร.ก.กู้เงินฯ 400,000 ล้านบาท อุ้มค่าครองชีพ-หนุนเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ผ่า พ.ร.ก.กู้เงินฯ 400,000 ล้านบาท อุ้มค่าครองชีพ-หนุนเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ขยับใกล้เพดานหนี้สาธารณะ และปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "แรงบีบสองด้าน"
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงนาม พระราชกำหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. .... (ร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ) 400,000 ล้านบาท เรียบร้อยแล้ว จากนั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษา และตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน
และเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นับเป็นมาตรการทางการคลังที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ยุควิกฤตโควิด-19
วงเงินถูกแบ่ง 2 แผนงาน
- แผนแรก 200,000 ล้านบาท เน้นเยียวยาระยะเร่งด่วนผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ในรูปแบบคนละครึ่งพลัส โดยรัฐร่วมจ่าย 60% ประชาชนออก 40% ครอบคลุมผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคนที่ได้รับเงินโอนตรง และประชาชนทั่วไปอีกกว่า 30 ล้านคนผ่านระบบคนละครึ่ง รวมถึงการลดต้นทุนภาคเกษตรและช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและขนาดกลาง
- แผนที่สองอีก 200,000 ล้านบาท เปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานระยะยาว ผ่านการส่งเสริมการติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา การสนับสนุนการใช้ยานพาหนะไฟฟ้า การพัฒนาสถานีชาร์จไฟฟ้า การสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต และการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับอุตสาหกรรมพลังงานใหม่
หน้าที่รัฐบาล คือ หยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ “ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว” หรือ stagflation ในระยะถัดไป ซึ่งจะต้องทำอย่างทันท่วงที ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษผ่านการออกพระราชกำหนด ภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งพระราชกำหนดฉบับนี้จึงเป็นทั้งเครื่องมือในการพาประเทศผ่านวิกฤต และเป็นการวางรากฐานเพื่อลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด : อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย
จากทั้ง 2 แผนงานของการใช้เงิน ทำให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังจะบอกว่า ไม่ใช้การกู้เงินเพื่อแจกอย่างเดียว แต่ยังเป็นการลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะในเรื่องของการปรับโครงสร้างพลังงาน ให้มีความมั่นคงและยั่งยืน ไม่ผันผวนไปตามสถานการณ์และปัจจัยภายนอกประเทศ
ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "แรงบีบสองด้าน"
ด้านนายปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์เอกซ์ หรือ InnovestX ระบุว่า INVX มีมุมมองสนับสนุนมาตรการครั้งนี้ เนื่องจากนอกจากจะเป็นการบรรเทาวิกฤตระยะสั้นแล้ว มาตรการนี้ยังเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศออกจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่นำเข้าจากต่างประเทศ ไปสู่พลังงานทดแทนที่ผลิตได้ในประเทศ
ซึ่งเป็นการลดความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่รากฐานที่สุดของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในยุคที่ระเบียบโลกใหม่กำลังก่อรูปและห่วงโซ่อุปทานพลังงานมีความผันผวนสูง ความมั่นคงทางพลังงานจึงเป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้ของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ส่วนเหตุที่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษแทนกลไกงบประมาณปกติมี 3 ข้อ ได้แก่
1.งบกลางเหลือเพียง 20,000 ล้านบาท
2.การโอนงบจากส่วนอื่น ๆ รวมถึงการดึงงบกลางทำได้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท
3. งบประมาณปี 2570 ต้องรอถึงเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งช้าเกินไป
แต่ก็มองว่า อาจมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "แรงบีบสองด้าน" นี้กดดันทั้งฝั่งต้นทุนและรายได้พร้อมกัน ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ไทยเข้าสู่ภาวะที่เงินเฟ้อสูง ขณะที่เศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกัน (Stagflation) ซึ่งแก้ไขได้ยากและใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัว
ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและเศรษฐกิจที่ขัดแย้งกัน
ประเด็นที่ซับซ้อนและมักถูกมองข้ามคือความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและเศรษฐกิจที่ขัดแย้งกัน หากมาตรการประสบความสำเร็จในการกระตุ้นกำลังซื้อตามที่ตั้งใจ เม็ดเงินขนาดใหญ่ที่ไหลเข้าระบบในเวลาอันสั้นย่อมเพิ่มแรงกดดันด้านอุปสงค์ ขณะที่ฝั่งอุปทานยังถูกจำกัดด้วยต้นทุนพลังงานที่สูงอยู่ สถานการณ์เช่นนี้คือเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับการก่อตัวของเงินเฟ้อรอบใหม่ที่มาจากทั้งสองด้านพร้อมกัน ซึ่งจะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องตัดสินใจลำบากขึ้น ในการเลือกระหว่างการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งจะยิ่งบั่นทอนการฟื้นตัว
กับการปล่อยให้เงินเฟ้อดำเนินต่อไปเพื่อรักษาการเติบโตเศรษฐกิจ แต่ก็อาจเป็นการผลักให้เงินเฟ้อขึ้นแรงขึ้น ในทางกลับกัน หากมาตรการไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามที่คาดหวัง ผลจากประชาชนกังวลในภาพเศรษฐกิจในอนาคตท่ามกลางรายได้สุทธิที่ลดลง ก็จะทำให้ประชาชนไม่ใช้จ่าย ซ่ึ่งก็จะทำให้เศรษฐกิจตกต่ำได้
แรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรในระยะสั้น-ระยะกลาง
ในด้านแหล่งที่มาของเงิน รัฐบาลยืนยันชัดเจนว่าจะใช้การกู้ยืมในประเทศทั้งหมดผ่านสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ โดยออกพันธบัตรรัฐบาลดูดซับสภาพคล่องจากระบบการเงินในประเทศ ไม่พึ่งพาแหล่งเงินกู้จากต่างประเทศ และจะทยอยกู้ตามความจำเป็นเมื่อมีโครงการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้วเท่านั้น ไม่ใช่กู้ทั้ง 4 แสนล้านบาทพร้อมกันตั้งแต่แรก
กลไกนี้ช่วยลดแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรในระยะสั้นได้ระดับหนึ่ง แม้ในระยะกลางอุปทานพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นยังอาจกดดันราคาพันธบัตรได้บ้างก็ตาม ซึ่งเป็นไปตามที่เราคาดการณ์ว่า ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ณ ปลายปีนี้อาจปรับขึ้นไปอยู่ที่ 2.5% จากประมาณ 2.2% ในปัจจุบัน
คนไทยต้องแบกหนี้ประเทศเพิ่ม? หนี้สาธารณะขยับชิดเพดาน
แต่คำถาม คือ ...ภาระนี้จะตกกับใคร และคนไทยต้องแบกหนี้ประเทศเพิ่มเท่าไร? ถ้าใช้สูตร 400,000 ล้านบาท หาร ประชากรไทยประมาณ 66 ล้านคน ก็จะตกคนละประมาณ 6,060 บาท / คน
ซึ่งเพดานหนี้สาธารณะปัจจุบันตามกฎหมายที่ 70% ต่อ GDP ซึ่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่า เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ก้อนใหม่นี้ จะมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 0.8% ส่วนเงินเฟ้อ ในปี 2570 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.5% และสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะขยับขึ้นไปสูงสุดที่ 69% ต่อ GDP ซึ่งขยับเพิ่มขึ้นใกล้เพดาน ตามกฎหมายปัจจุบันที่ 70% ต่อ GDP มากขึ้น
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB