ออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท หนุน GDP ปี69 โต 2.1% ดันเงินเฟ้อบางเดือน พุ่ง4-5%
ผู้ว่าฯ ธปท. เชื่อ ออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท หนุน GDP ไทยปี 69 โต 2.1% ส่วนเงินเฟ้อทั้งปี คาด พุ่งแตะ 3.1% บางเดือนอาจ แตะ 4-5% ก่อนกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในปี 70
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า ธปท.ได้ปรับเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ เป็น 2.1% จากเดิมที่ 1.5% แต่ปรับลดการ ขยายตัวทางเศรษฐกิจปีหน้าเหลือ 1.6% จากเดิมที่ 2.0% และเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อปีนี้ที่ 3.1% จากเดิมที่ 2.9% และปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.4% ในปีหน้า จากเดิมคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 1.5% ทำให้มั่นใจว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ Stagflation ที่เศรษฐกิจโตต่ำและอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน
เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ และอัตราเงินเฟ้อจะลดต่ำลงในปีหน้า โดยคาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายของ ธปท. ที่ 1-3% ในไตรมาส 2 ปีหน้า
แต่อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า การออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภคของรัฐบาล จะกระทบกับเงินเฟ้อทั้งปีสูงขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาส 3 ที่มาตรการคนละครึ่ง พลัส เริ่มมีการใช้จ่ายทำให้ในบางเดือนอาจสูงแตะระดับ 4-5% และจะสูงสุดในช่วงปลายปี ส่วนอัตราเงินเฟ้อเดือน เม.ย. 69 ที่ออกมา 2.89% สูงสุงในรอบ 38 เดือนนั้น ยังอยู่ในระดับสอดคล้องกับที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนราคาพลังงานในประเทศที่เริ่มสูงขึ้น จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง
สำหรับมาตรการเพิ่มเติมของธปท. ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จะเน้น ไปที่การแก้ปัญหาเฉพาะจุดในการทำให้ ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น เช่น การปรับปรุงโครงการ SME credit boost เพื่อเพิ่มการค้ำประกันสินเชื่อให้ Smes และการออกมาตรการ Secure Plus เพื่อให้Smes ใช้ที่ดินเป็นหลักประกันเพื่อขอสินเชื่อสำหรับเสริมสภาพคล่องได้ง่ายขึ้น ขณะที่การปรับปรุงโครงสร้างค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์เพื่อลดภาระให้กับประชาชนจะมีการประกาศภายในสิ้นเดือนนี้
เนื่องจาก ธปท.คาดว่า แนวโน้มการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในปี 2569 จะยังไม่ฟื้นตัวขึ้นมากนักซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ เหตุจาดจากธนาคารพาณิชย์ยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่ออยู่
ส่วนการทบอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด รวมถึงการชำระขั้นต่ำ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ธปท.ว่าจะมีการต่ออายุออกไปหรือไม่ ซึ่งขณะนี้การชำระขั้นต่ำอยู่ที่อัตรา 8% ต่อปี จะหมดอายุ 31 ธ.ค.69 ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวต้องรักษาสมดุลไม่ให้กระทบต่อการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยเฉพาะเมื่อกลุ่ม Non-bank เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในภาวะที่สินเชื่อธนาคารพาณิชย์เติบโตช้าตามภาวะเศรษฐกิจ
ขณะที่ความคืบหน้าการจัดตั้ง Virtual Bank ทั้ง 3 รายที่ได้รับอนุญาต มีกำหนดต้องจัดตั้งภายใน 1 ปี และสามารถขอขยายเวลาได้อีก 1 ปี ตามประกาศที่กำหนดไว้แต่แรก เพื่อเตรียมความพร้อมด้านระบบไอที การบริหารความเสี่ยง และโครงสร้างองค์กร คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะสามารถจัดตั้งได้เป็นอย่างน้อย 2 แห่ง
ทั้งนี้ หากรายใดไม่สามารถดำเนินการได้ตามเกณฑ์ภายในเวลาที่กำหนด สามารถยื่นขอขยายเวลาได้ ซึ่ง ธปท. จะพิจารณาตามความเหมาะสมและความซับซ้อนของระบบ โดยเชื่อมั่นว่าทั้ง 3 รายยังมีความตั้งใจดำเนินการต่อ เนื่องจาก Virtual Bank จะเป็นกลไกสำคัญในการกระจายสินเชื่อสู่กลุ่มฐานรากและ SME ต่อไป
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ธปท. ได้ออกประกาศ 3 กลุ่มทุนที่ได้รับความเห็นชอบให้จัดตั้ง Virtual Bank อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 ได้แก่ 1. กลุ่มเอซีเอ็ม โฮลดิ้ง (Ascend Money/CP), 2. กลุ่มกรุงไทย (KTB, AIS, OR), และ 3. กลุ่มเอสซีบี เอกซ์ (SCB X, KakaoBank)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB