ความต้องการกู้เงินของรัฐบาลปีงบฯ 2569 อาจเพิ่มเป็น 2.6 ล้านล้านบาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดความต้องการกู้เงินของรัฐบาลปีงบฯ 2569 อาจเพิ่มเป็น 2.6 ล้านล้านบาท หลังการออก พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท
ดูจากการประกาศในราชกิจจานุเบกษา พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยมีเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานที่มีต่อประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ การรักษาความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจของประเทศไม่ให้หยุดชะงัก
และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพ รองรับการใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกให้ทันต่อเหตุการณ์
ซึ่งให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้ ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย มีมูลค่ารวมกันไม่เกินสี่แสนล้านบาท โดยต้องลงนามในสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ภายในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2570
การกู้เงินของรัฐบาลครั้งนี้ มีมุมมองที่น่าสนใจจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ความต้องการกู้เงินของรัฐบาลอาจเพิ่มขึ้นเป็น 2.6 ล้านล้านบาทในปีงบประมาณ 2569 จากการออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติมฯ แต่คาดว่าภาครัฐจะมีการกระจายเครื่องมือการกู้เพื่อลดผลกระทบที่จะมีต่อตลาดการเงินในระยะสั้น
แต่ก็ยังคงต้องติดตามแผนการออกพันธบัตรรัฐบาลในระยะข้างหน้า ด้านบอนด์ยีลด์ไทยยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามทิศทางบอนด์ยีลด์ต่างประเทศท่ามกลางความเสี่ยงเงินเฟ้อจากสถานการณ์ไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
รัฐบาลส่งสัญญาณเริ่มกู้เงินเพื่อสนับสนุนมาตรการประคองเศรษฐกิจในช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2569
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า รัฐบาลจะทยอยกู้เงินบางส่วนตาม พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 (พ.ร.ก. กู้เงินฯ) ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา
โดยจะใช้แหล่งเงินกู้ในประเทศและส่วนใหญ่อาจเป็นการกู้ผ่านหลายช่องทาง (อาทิ เงินกู้สถาบันการเงิน/ตั๋วสัญญาใช้เงิน/ตั๋วเงินคลัง) ไม่ใช่เป็นการออกพันธบัตรรัฐบาลเพียงอย่างเดียว คล้ายๆ กับสถานการณ์ในช่วงปี 2563 – 2564 ที่รัฐบาลมีการออก พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งทำให้ปริมาณการออกพันธบัตรไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นในระยะแรกของการกู้
ดังนั้น คาดว่า สัดส่วนการกู้เงินด้วยเครื่องมืออื่นที่ไม่ใช่การออกพันธบัตรรัฐบาลอาจเพิ่มขึ้นมาที่กรอบประมาณ 16-18% ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 จากระดับ 15.5 ในไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2569
ความต้องการกู้เงินภาครัฐปีงบประมาณ 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงกว่าความต้องการกู้เงินในช่วงโควิด–19
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ความต้องการกู้เงินของรัฐบาลสำหรับปีงบประมาณ 2569 อาจเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับความต้องการกู้เงินในช่วงโควิด-19 ซึ่งอยู่ที่ 2.5 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานที่รัฐบาลจะเริ่มกู้เพิ่มเติมในช่วงท้าย ๆ ไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ 2569 เพื่อนำไปใช้ในโครงการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติพลังงานในระยะแรก คาดว่า ความต้องการกู้เงินของภาครัฐจะขยับเพิ่มขึ้นเป็น 2.6 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้นประมาณ 2 แสนล้านบาทจากความต้องการกู้เงินตามกรอบเดิมที่ 2.4 ล้านล้านบาท) โดยจะมีการกระจายเครื่องมือการกู้เงินเพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดันที่จะมีต่อตลาดการเงิน ซึ่งทำให้ประเมินว่า อาจจะเป็นการออกพันธบัตรรัฐบาลประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท และเป็นการกู้ด้วยเครื่องมืออื่น 1.1 ล้านล้านบาท (รูปที่ 2)
อย่างไรก็ดี เงินกู้ด้วยวิธีอื่น ๆ ทั้งการกู้เงินจากสถาบันการเงินและการออกตราสารหนี้ระยะสั้นจะต้องได้รับการปรับโครงสร้างให้เป็นพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลต่อปริมาณการออกพันธบัตรรัฐบาลให้เพิ่มสูงขึ้นในระยะต่อๆ ไป
บอนด์ยีลด์ไทยปี 2569 ยังคงมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง
กลับมาดูที่ บอนด์ยีลด์ไทยปี 2569 ยังคงมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงสอดคล้องกับตลาดพันธบัตรต่างประเทศท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้แผนการออกพันธบัตรรัฐบาลจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมากนักในระยะสั้น เนื่องจากมีการกระจายการกู้เงินผ่านหลายวิธี แต่ปริมาณการออกพันธบัตรของภาครัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้าอาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลทำให้อัตราผลตอบแทนพันบัตรรัฐบาลไทย (บอนด์ยีลด์ไทย) ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบสูง โดยเฉพาะในฝั่งตราสาร
ระยะยาวที่มักเคลื่อนไหวตามยีลด์ต่างประเทศซึ่งยังคงมีแรงหนุนจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง (ที่ทำให้ธนาคารกลางของหลายประเทศมีข้อจำกัดในการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย)
อย่างไรก็ดี คาดว่าการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์ไทยจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำอีกระยะ และเศรษฐกิจไทยมีทิศทางชะลอตัว โดยธนาคารกสิกรไทย ประเมินว่า บอนด์ยีลด์ไทยอายุ 2 ปี และ 10 ปีอาจขยับเข้าใกล้ระดับ 1.30 และ 2.50% ตามลำดับ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB