ธปท.ห่วง! หนี้ SME-ครัวเรือน เผย ศึกษาคุมเข้ม "ช็อปก่อนจ่ายทีหลัง" คาดชัดเจนปีนี้
สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ Q1/69 โต 0.2% ธปท.ห่วง หนี้ SME-ครัวเรือน เผย ศึกษาคุมเข้ม "ช็อปก่อนจ่ายทีหลัง" คาดชัดเจนปีนี้ ขณะที่ Virtual Bank เดินหน้าตามแผน
นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผยภาพรวมระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1 ปี 2569 ว่า ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยยังมีความมั่นคงและเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง ขณะที่ สินเชื่อรวมระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวเล็กน้อย 0.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่กลับมาขยายตัวได้ ส่วนหนึ่งจากความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น
หลังต้นทุนพลังงานและราคาวัตถุดิบปรับสูงขึ้น จากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่ สินเชื่อ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคยังหดตัวต่อเนื่อง จากความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง
ด้านคุณภาพสินเชื่อ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL (Stage 3)ในไตรมาส 1 ปี 2569 ทรงตัวอยู่ที่ 535,800 ล้านบาท โดยปริมาณ New NPL ชะลอลงในทุกพอร์ต และสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมทรงตัวที่ 2.85% ส่วนสินเชื่อ Stage 2 ลดลงมาอยู่ที่ 7% หลัก ๆ มาจากลูกหนี้บางส่วนได้รับการจัดชั้นคุณภาพดีขึ้น และบางส่วนกลับมาชำระหนี้ได้
ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ ยังให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการช่วยเหลือเชิงป้องกัน หรือ Preventive Debt Restructuring ตั้งแต่เริ่มเห็นสัญญาณว่าลูกหนี้เริ่มมีปัญหาชำระหนี้
ส่วนผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ กำไรสุทธิลดลงอยู่ที่ 7.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้ลูกหนี้ สอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงมาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” อีกทั้งบางธนาคารยังกันสำรองเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง
ในระยะต่อไป ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และความไม่แน่นอนจากสงครามในตะวันออกกลาง ภาคธุรกิจและครัวเรือนมีความเปราะบางมากขึ้น จากรายได้ที่ลดลงและต้นทุนที่สูงขึ้น ส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ รวมถึงคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และครัวเรือนที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ มาตรการการลดภาระหนี้ของทางการและการสนับสนุนสภาพคล่องจากสถาบันการเงินมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง โดยหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ไตรมาส 4 ปี 2568 ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ที่ 86.7% จาก 86.4% จากปัจจัยชั่วคราวทั้งการเร่งใช้จ่ายในกลุ่มสินเชื่อบัตรเครดิตและการเร่งปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในช่วงปลายปี
โดยโมเมนตัมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 ยังถือว่าแข็งแรง โดยเศรษฐกิจเติบโต 2.8% และจากการหารือกับธนาคารพาณิชย์ในช่วง 2 เดือนแรกของปี ภาพรวมยังถือว่าดี ทำให้แรงส่งเชิงบวกยังมีต่อเนื่องอีกระยะหนึ่ง แต่ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้นจะค่อย ๆ ส่งผ่านเข้าสู่ภาคธุรกิจและประชาชน จึงยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ธปท. ยังไม่เห็นสัญญาณที่น่ากังวลในวงกว้าง แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณความเปราะบางเพิ่มขึ้นในบางเซกเตอร์ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยพบว่าเริ่มมีการผิดนัดชำระหนี้ระยะสั้นไม่เกิน 30 วัน เพิ่มขึ้นในบางกลุ่มธุรกิจ
สำหรับกรณีบริษัทจดทะเบียนบางแห่งเริ่มมีปัญหาผิดนัดชำระหนี้ มองว่า ปัจจุบันยังเป็นปัญหาเฉพาะบางกลุ่มธุรกิจที่มีความเปราะบางเดิมอยู่แล้ว และได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากภาวะเศรษฐกิจ โดยธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ยังสามารถบริหารสภาพคล่องได้ ผ่านการขอสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติมจากธนาคาร ขณะที่ กลุ่ม SMEs ธนาคารยังเข้าไปช่วยเหลือและผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้เป็นรายกรณี ซึ่งผลกระทบของสงครามและต้นทุนต่าง ๆ จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวและการส่งผ่านต้นทุนของแต่ละธุรกิจ
นอกจากนี้ ธปท. ยังอัปเดตความคืบหน้าการออกใบอนุญาต Virtual Bank โดยระบุว่า ผู้ได้รับใบอนุญาตไม่จำเป็นต้องเข้า Sandbox เนื่องจากเป็นคนละแนวคิดกัน เพราะการพิจารณา Virtual Bank เป็นการประเมินความพร้อมในการให้บริการทางการเงินรูปแบบธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ แต่ไม่มีสาขา ส่วนกรอบเวลาการเปิดดำเนินการ Virtual Bank รายแรก ยังเป็นไปตามกำหนดเดิม คือ ภายใน 19 มิถุนายน 2569 ขณะที่ อีก 2 รายที่ขอผ่อนผันนั้น ตามเกณฑ์สามารถขยายเวลาได้ไม่เกิน 1 ปี หรือ อย่างช้าภายในเดือนมิถุนายน 2570 โดยแต่ละรายยังอยู่ระหว่างเร่งเตรียมความพร้อมตามแผนของตนเอง
ส่วนแนวทางการเปิดให้มีผู้เล่น Virtual Bank เพิ่มเติมในอนาคต ยังยึดกรอบ 3 ใบอนุญาตเดิมก่อน และจะประเมินผลการดำเนินงานของทั้ง 3 รายในระยะหนึ่ง ก่อนพิจารณาว่าควรเปิดเพิ่มหรือไม่ โดยยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ที่เริ่มต้นจากการอนุญาตเพียง 2 ราย ก่อนเปิดเพิ่มในภายหลัง
นอกจากนี้ กรณีที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังการ กล่าวถึงแนวคิดการผลักดันไทยสู่การเป็น Financial Hub ว่า เป็นเรื่องที่ดีและเป็นเป้าหมายระยะยาว แต่ต้องยกระดับโครงสร้างหลายด้าน ทั้งด้านกฎหมาย มาตรฐาน และโครงสร้างสถาบันของประเทศ รวมถึงการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ OECD ซึ่งต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ไม่ใช่เฉพาะ ธปท.
ส่วนประเด็นการควบรวมกิจการธนาคาร มองว่าเป็นเรื่องปกติทางธุรกิจ หากการควบรวมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เสริมจุดแข็ง หรือ สร้างประโยชน์ร่วมกัน ก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก
อีกประเด็นที่ ธปท. กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด คือ บริการ Buy Now Pay Later ( BNPL) หรือ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” หลังเริ่มเห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่อนชำระสินค้าในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น ซึ่ง BNPL มีทั้งประโยชน์ในการช่วยบริหารสภาพคล่องระยะสั้นของประชาชน แต่ก็มีความเสี่ยงเรื่องการใช้จ่ายเกินความจำเป็นและเกินความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งขณะนี้ ธปท. อยู่ระหว่างศึกษาว่าจะเข้าไปกำกับดูแล BNPL มากน้อยเพียงใด รวมถึงรูปแบบการกำกับดูแลที่เหมาะสม คาดว่า จะมีความชัดเจนภายในปี 69 นี้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB