ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ดิ่ง ต่ำสุดรอบเกือบ 4 ปี เหตุต้นทุนพลังงานพุ่ง
ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ เม.ย. ลดเหลือ 85.3 ต่ำสุดในรอบเกือบ 4 ปี เหตุต้นทุนพลังงาน-ขนส่งพุ่ง เศรษฐกิจโลกผันผวน เอกชน! ขอรัฐฯเร่งช่วยลดต้นทุนพลังงาน
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)และนายวิรัช ฉัตรณรงค์ รองประธาน ส.อ.ท. และรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 85.3 ลดลงจาก 88.6 ในเดือนมีนาคม 2569 และถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 47 เดือน หรือเกือบ 4 ปี สะท้อนความกังวลของภาคอุตสาหกรรมต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก สงคราม ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กระทบต่อการขนส่งและต้นทุนพลังงานในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงไทย
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดัชนีปรับลดลง มาจากภาคการผลิตอุตสาหกรรมชะลอตัว เนื่องจากจำนวนวันทำงานลดลงในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ขณะที่ราคาน้ำมันโลกยังทรงตัวในระดับสูง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 45.32 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 33.2% จากเดือนก่อนหน้า
ขณะเดียวกัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังมีฐานะติดลบ 62,000 ล้านบาท ส่งผลให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ต้องกู้เงินเพิ่มเติมอีก 20,000 ล้านบาท เพื่อบริหารสภาพคล่องของกองทุน
นอกจากนี้ ต้นทุนวัตถุดิบในหลายอุตสาหกรรมปรับตัวสูงขึ้น ทั้งเม็ดพลาสติก บรรจุภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง จากผลของราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น กระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ ขณะที่ค่าระวางเรือในเส้นทางการค้าสำคัญ โดยเฉพาะเส้นทางสหรัฐฯ ฝั่งตะวันตก (West Coast) เพิ่มขึ้น 5.7% จากเดือนก่อนหน้า รวมถึงมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (Surcharge) และค่าประกันภัยการขนส่งจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์และการส่งออกของผู้ประกอบการสูงขึ้นตามไปด้วย
อีกทั้ง การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐยังล่าช้า โดย ณ วันที่ 24 เมษายน 2569 มีอัตราการเบิกจ่ายเพียง 38.31% ต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 45% ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
อย่างไรก็ตาม เดือนเมษายนยังมีปัจจัยบวกจากกิจกรรมเทศกาลสงกรานต์ที่ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในประเทศ โดยคาดว่าสามารถสร้างรายได้มากกว่า 30,350 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ ภาครัฐยังออกมาตรการช่วยเหลือภาคการขนส่ง ด้วยการสนับสนุนค่าน้ำมันสำหรับรถบรรทุกไม่ประจำทาง (ป้ายเหลือง 70) ในอัตรา 6 บาทต่อลิตร ระหว่างวันที่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 ช่วยบรรเทาต้นทุนโลจิสติกส์ระยะสั้น ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังมีแนวโน้มขยายตัว จากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไตรมาส 1 ปี 2569 มูลค่า 1.02 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เท่า จากปีก่อน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน เกษตร และอาหาร
ขณะเดียวกัน การกำกับดูแลการจำหน่ายน้ำมันภายในประเทศของภาครัฐ ยังช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการ และลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของภาคขนส่งและการผลิตอุตสาหกรรม นอกจากนี้ Moody’s Ratings ยังปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยสู่ระดับ “มีเสถียรภาพ” ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนเพิ่มเติม
ผลสำรวจผู้ประกอบการ 1,354 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ ราคาพลังงาน 84.6% เศรษฐกิจโลก 80.6% เศรษฐกิจภายในประเทศ 74.2% อัตราแลกเปลี่ยน 46.5% นโยบายภาครัฐ 39.4% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 34.1% และการเข้าถึงสินเชื่อ 32.6%
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 92.8 ลดลงจาก 95.9 ในเดือนมีนาคม 2569 โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญจากความกังวลต่อการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบการมองว่า แม้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ต้องการเห็นการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระยะยาว มากกว่าการกระตุ้นการใช้จ่ายชั่วคราว
ภาคเอกชนมองว่า หากวงเงินกู้ดังกล่าวไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อการลงทุนหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่ อาจทำให้รัฐบาลมีข้อจำกัดในการกู้เงินเพิ่มเติมในอนาคต และกระทบต่อโอกาสการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
นอกจากนี้ ต้นทุนสินค้ายังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกและวัสดุก่อสร้าง ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในไตรมาส 2 ปี 2569 ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ยังคงกดดันราคาพลังงานในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมและภาคท่องเที่ยวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เช่น โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่จะเริ่มดำเนินการวันที่ 1 มิถุนายน 2569 และโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ รวมถึงสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนภายในประเทศให้ขยายตัวมากขึ้น
สำหรับแนวโน้มเดือนพฤษภาคม 2569 แม้ยังต้องรอผลสำรวจอย่างเป็นทางการ แต่เริ่มเห็นสัญญาณดีขึ้น หลังผู้ประกอบการเริ่มปรับตัวกับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ได้มากขึ้น รวมถึงมาตรการภาครัฐเริ่มมีความชัดเจน และราคาสินค้า รวมถึงต้นทุนบางส่วนเริ่มปรับลดลง
ภาคอุตสาหกรรมระบุว่า ภาคธุรกิจเริ่ม “ปรับตัวและชินชา” กับปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น คล้ายกับช่วงแรกของสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ต้นทุนการผลิต ทั้งราคาปุ๋ย พลังงาน และวัตถุดิบพุ่งสูงจนผู้ประกอบการตื่นตระหนกในช่วง 2-3 เดือนแรก ก่อนจะสามารถปรับตัวรับสถานการณ์ได้
ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมเริ่มบริหารต้นทุนและวางแผนการผลิตได้ดีขึ้น แม้ยังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่ความกังวลของผู้ประกอบการเริ่มลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ทำให้บรรยากาศความเชื่อมั่นมีแนวโน้มฟื้นตัวในเดือนพฤษภาคม
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการเริ่มส่งสัญญาณได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มปลายน้ำ (Downstream) เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์พลาสติก และเฟอร์นิเจอร์ ที่เผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้า ขณะที่ต้นทุนการผลิตในประเทศ ทั้งพลังงานและเม็ดพลาสติกยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
แม้ GDP และการส่งออกไตรมาสแรกขยายตัวดี แต่การนำเข้าก็เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน จนไทยขาดดุลการค้าสูงขึ้น โดยพบว่าสินค้าสำเร็จรูปหลายประเภทถูกนำเข้ามาแทนการผลิตในประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มชะลอการผลิต ลดการสต็อกสินค้า และระมัดระวังการสั่งวัตถุดิบมากขึ้น เพราะไม่มั่นใจทิศทางต้นทุนและราคาพลังงาน
ในช่วงที่เกิดความผันผวนจากสงครามและปัญหาโลจิสติกส์ ผู้ประกอบการบางรายนำเข้าเม็ดพลาสติกและวัตถุดิบได้ยาก ทำให้ซัพพลายเชนสะดุด อย่างไรก็ตาม ภาครัฐได้ประสานผู้ผลิตในประเทศให้หันมาป้อนตลาดภายในประเทศมากขึ้น แทนการส่งออก เพื่อช่วยลดผลกระทบจากภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ
ทั้งนี้ ส.อ.ท. มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ 4 ประเด็น ได้แก่
1. ส่งเสริมการขับเคลื่อนกลไกการประชุม กรอ. ส่วนกลาง และ กรอ.พลังงาน เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
2. จัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) สำหรับการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์เซลล์ พร้อมทบทวน ยกเลิก หรือรวมใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อนให้เหลือใบอนุญาตหลัก (Super License) เพื่อลดภาระเอกสาร ระยะเวลา และต้นทุนของประชาชนและภาคธุรกิจ
3. เร่งผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ E20 และ B10 หรือสูตรอื่น ๆ ให้เป็นพลังงานหลักของภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ผ่านมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อลดต้นทุนพลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า และสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
4. สนับสนุน ส.อ.ท. ให้เป็นกลไกเชื่อมโยง คัดกรอง และส่งต่อผู้ประกอบการ SMEs สู่แหล่งทุนและมาตรการสนับสนุน ผ่านระบบ FTI SME Funding Connect เพื่อช่วยให้ SMEs เข้าถึงมาตรการภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB