"สมคิด" ชี้ เศรษฐกิจไทยเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต เสี่ยง "Stagflation"
"สมคิด" ชี้ เศรษฐกิจไทยเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต เสี่ยง "Stagflation" แนะ รื้อโครงสร้างพลังงาน-ปรับเกณฑ์ BOI รับคลื่นทุนใหม่ ต่อยอดระยะยาว
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถา “เศรษฐกิจไทยท่ามกลางความท้าทาย : ทางออกเชิงนโยบาย” ในงาน Triam Udom Dinner Talk 2026 เตรียมอุดมฯ คิด เศรษฐกิจพันภัย ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่สะสมมาเป็นเวลานาน ทั้งปัญหา GDP เติบโตต่ำ ภาคการผลิตขาดการสร้างมูลค่าเพิ่ม ความยากจน และความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้น
สงครามโลก-ภูมิรัฐศาสตร์ ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย
นายสมคิด กล่าวว่า ปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามที่ยืดเยื้อ กำลังสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกและไทยโดยตรง ผ่านต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น จนเสี่ยงเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่เงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation
แม้รัฐบาลจะออกมาตรการช่วยลดค่าครองชีพต่อเนื่อง แต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในระยะยาว โดยเสนอให้รัฐเร่งช่วยเหลือกลุ่มรากหญ้า เกษตรกร และผู้ประกอบการ SME ที่กำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องอย่างหนัก พร้อมมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ควบคุมราคาสินค้าจำเป็นอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา
แนะรื้อโครงสร้างพลังงาน ลดภาระประชาชน
นายสมคิด ระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องทบทวนโครงสร้างราคาพลังงานอย่างจริงจัง เพราะเป็นต้นทุนหลักของทั้งระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลดการอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ รวมถึงการพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันชั่วคราว เพื่อลดแรงกดดันต่อค่าครองชีพและภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
นอกจากนี้ บริษัทพลังงานขนาดใหญ่ควรเข้ามามีบทบาทช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชนมากขึ้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ
ชี้ “คลื่นทุนใหม่” โอกาสพลิกเศรษฐกิจไทย
นายสมคิด มองว่า ท่ามกลางวิกฤต ประเทศไทยกำลังได้รับโอกาสสำคัญจากกระแสการย้ายฐานการลงทุนของต่างชาติ โดยเฉพาะทุนจากจีน ไต้หวัน และญี่ปุ่น ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์
ส่งผลให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรพิมพ์ และเทคโนโลยีชีวภาพ ไหลเข้าสู่ไทยต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็น “คลื่นการลงทุนลูกใหญ่ระลอกที่สอง” ที่อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย
เสนอปรับเกณฑ์ BOI เน้นถ่ายทอดเทคโนโลยี
เพื่อให้ประเทศได้รับประโยชน์สูงสุดจากเม็ดเงินลงทุน นายสมคิด เสนอให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ปรับหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ใหม่ จากเดิมที่เน้นเพียงมูลค่าการลงทุน มาเป็นการวัดผลลัพธ์ต่อประเทศในระยะยาว
โดยควรกำหนดเงื่อนไขให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุน ต้องร่วมพัฒนาบุคลากร ถ่ายทอดเทคโนโลยี และเปิดโอกาสให้ SMEs ไทยเข้าถึงเทคโนโลยี AI ในต้นทุนที่ต่ำลง เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
ดันอาหารไทย-เกษตรท้องถิ่นสู่ตลาดโลก
พร้อมกันนี้ ภาครัฐควรเร่งยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารท้องถิ่นไทยสู่ตลาดโลก โดยศึกษาความสำเร็จของอุตสาหกรรมอาหารเกาหลีใต้ และดึงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับโลกเข้ามาช่วยพัฒนาศักยภาพการค้าของชุมชนในชนบท เพื่อแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน
เปิดทางมหาวิทยาลัยต่างชาติ ผลิตคนรับอุตสาหกรรมใหม่
ในด้านการศึกษา นายสมคิด เสนอให้รัฐบาลเปิดกว้างให้สถาบันการศึกษาชั้นนำจากต่างประเทศเข้ามาเปิดการเรียนการสอนในไทย เพื่อเร่งผลิตบุคลากรให้สอดรับกับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่
ชี้ไทยต้องมีรัฐบาลเข้มแข็ง-ประชาชนมีส่วนร่วม
นายสมคิด กล่าวทิ้งท้ายว่า การขับเคลื่อนนโยบายทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีศักยภาพในการเจรจายุทธศาสตร์ระดับทวิภาคี เพื่อกำหนดทิศทางดึงดูดการลงทุนอย่างชัดเจน พร้อมเร่งสร้างระบบนิเวศธุรกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ให้มีความโปร่งใสและยั่งยืน
ขณะเดียวกัน ภาคประชาชนและองค์กรพลเมืองต้องเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบและเสนอแนะนโยบายต่อภาครัฐมากขึ้น พร้อมเรียกร้องให้คนรุ่นใหม่และบุคลากรที่มีศักยภาพจากหลากหลายสาขาอาชีพ เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองและช่วยกันขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวข้ามวิกฤตไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB