กกร. ชี้ เศรษฐกิจไทยยังโตแบบ K-Shape ขยับเป้า GDP แตะ 2% จับตาพลังงานโลกดันต้นทุนพุ่ง
แรงส่ง “ไทยช่วยไทยพลัส” กกร. ขยับเป้า GDP ขึ้นเป็น 1.6-2.0% เดิม 1.2-1.6% ปรับเงินเฟ้อ 2.5-3.0% เพิ่มเป้าส่งออกโต 8-10% แต่ยังเผชิญภาพ K-Shape
ผลการประชุมคณะกรรมการร่วม ภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือนมิถุนายน 2569 โดยนายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย เป็นประธานการประชุม เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับทราบ สถานการณ์ ความมั่นคงทางพลังงานยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้ การส่งออกสินค้าพลังงานจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่มีแนวโน้มที่จะกลับมาสู่ภาวะปกติในเร็ววัน ขณะที่ในครึ่งปีหลังประเทศกลุ่ม OECD มีแนวโน้มต้องเร่งนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อทดแทนในคลังน้ำมันสำรองที่มีปริมาณลดลงมาก
ทำให้การหาน้ำมันดิบทดแทนแหล่งผลิตในตะวันออกกลางของประเทศอื่นๆ อาจจะยากและแพงขึ้นในระยะข้างหน้า ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนของการผลิตสินค้าและบริการอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องและอาจจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะ K-shape การส่งออกสินค้าในช่วง 4 เดือนแรกของปีเติบโตสูงถึง 18.9% โดยสินค้าเทคโนโลยีเติบโตสูงถึง 48.4% จาก megatrend การลงทุนด้าน AI และ data center สอดคล้องกับการส่งออกของประเทศอื่นในเอเชียที่เติบโตในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมมาก แต่การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีไม่ได้ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยมากนักเนื่องจากใช้วัตถุดิบนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ ในขณะเดียวกันการผลิตและการส่งออกสินค้าอื่นทรงตัว ผู้ประกอบการมีความกังวลด้านสินค้าขาดแคลนและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงกระทบความสามารถในการแข่งขัน และอุปสงค์ในประเทศก่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะชะลอตัวหลังค่าครองชีพปรับสูงขึ้น
โดย กกร. มีความกังวลต่อแรงกดดันจาก K ขาล่างที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการส่งออกและ FDI ที่เพิ่มขึ้น ดังเช่นข้อมูลของบริษัทจดทะบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กว่า 300 บริษัท ล่าสุดที่ชี้ว่าได้รับผลกระทบในด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและรายได้ปรับลดลง จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับ K ขาบน ให้เป็น “ตัวเร่ง” สำคัญที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผ่านเม็ดเงิน FDI ไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงของไทย ก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทย และทำให้ธุรกิจไทยสามารถได้รับประโยชน์มากขึ้น
เศรษฐกิจไทยได้รับปัจจัยหนุนจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ด้วยเม็ดเงินราว 1.7 แสนล้านบาท ที่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ โดย กกร. ปรับเพิ่มการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวที่ 1.6%-2.0% จากเดิมที่อยู่ที่ 1.2%-1.6% เงินเฟ้อเป็น 2.5-3.0% จาก 2.0-3.0% และปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็นขยายตัว 8%-10% จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัว ตามทิศทางการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่เติบโตสูง
กกร. เห็นว่า ควรใช้โอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับนานาชาติในหลายเวที อาทิ การประชุม ABAC 2026 ครั้งที่ 3 การประชุม Gastech 2026 การประชุม Thailand-US Trade & Investment Forum 2026 รวมถึงการประชุม IMF-World Bank Annual Meeting โชว์ศักยภาพประเทศไทยและสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นผลิตภาพ นวัตกรรม การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน
ทั้งนี้ ธนาคารโลกได้ให้เกียรติมานำเสนอข้อมูลการจัดประชุมให้ที่ประชุม กกร. รับทราบ ซึ่งธนาคารโลกอยู่ระหว่างจัดทำรายงาน Flagship Report “Building Thailand’s Future Today” ซึ่งสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงวิเคราะห์ในการนำเสนอจุดแข็งของประเทศไทย เชื่อมโยงกับแนวทาง Reinvent Thailand และต่อยอดไปสู่การสื่อสารเชิงบวกก่อนการประชุมเดือนตุลาคม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดความร่วมมือจากนักลงทุนและพันธมิตรระหว่างประเทศ รวมถึงการประสานงานกับธนาคารโลกและภาคเอกชนในการจัด Affiliate Program
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม กกร. ได้หารือถึงสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศภายใต้ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งการเจรจาสันติภาพยังไม่มีข้อยุติ กกร. ยืนยันว่า ประเทศไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน โดยมีปริมาณน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปรวมประมาณ 13,384 ล้านลิตร เพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศได้ราว 109 วัน และยังไม่มีสัญญาณของภาวะขาดแคลนพลังงาน ขณะเดียวกัน กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันได้เร่งบริหารความเสี่ยงด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง โดยลดสัดส่วนการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางจากเดิมประมาณ 55% เหลือราว 27% และเพิ่มการจัดหาจากแหล่งอื่นเป็นประมาณ 73% เพื่อเสริมความยืดหยุ่นและความมั่นคงของพลังงาน ลดผลกระทบจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนสนับสนุนให้ห่วงโซ่อุปทาน และภาคการผลิตของประเทศสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ กกร. คาดหวังให้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026 สามารถประกาศใช้ได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเป็นกรอบสำคัญในการวางโครงสร้างพลังงานระยะยาวของประเทศ ทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า การบริหารต้นทุนค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB