จุดจบสงคราม หรือ พักรบชั่วคราว?
อิหร่าน-สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลง จุดจบสงคราม หรือ เพียงการพักรบชั่วคราว? นักวิชาการ ชี้! ยังมี 4 ปัจจัยเสี่ยงต้องจับตา
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ออกมาวิเคราะห์ถึงกรณีข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านว่า แม้ทั้งสองประเทศจะสามารถหาข้อยุติความขัดแย้งรอบล่าสุดที่ดำเนินต่อเนื่องมากกว่า 3 เดือน และมีกำหนดลงนามร่วมกันในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่ยังมีสัญญาณที่สะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายอาจมีความเข้าใจต่อสถานะของข้อตกลงไม่ตรงกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อความยั่งยืนของความตกลงในระยะยาว
ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเรียกเอกสารฉบับเดียวกัน โดยสหรัฐฯ ใช้คำว่า “Deal” ซึ่งหมายถึงข้อตกลงหรือความตกลงร่วมกัน สะท้อนว่าการเจรจาประสบความสำเร็จและสามารถประกาศผลได้แล้ว ขณะที่ อิหร่านเรียกเอกสารดังกล่าวว่า “Memorandum of Understanding (MoU)” หรือบันทึกความเข้าใจ ซึ่งหมายถึงความเข้าใจร่วมกันในหลักการเบื้องต้น และยังเปิดช่องให้มีการเจรจารายละเอียดและเงื่อนไขสำคัญเพิ่มเติมในอนาคต
ความแตกต่างในการใช้ถ้อยคำดังกล่าว สะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายยังมีมุมมองต่อสถานะของข้อตกลงไม่เหมือนกัน โดยสหรัฐฯ มองว่าการเจรจาได้บรรลุผลสำเร็จแล้ว ขณะที่อิหร่านมองว่าเป็นเพียงกรอบความเข้าใจเบื้องต้นที่ยังต้องพัฒนาไปสู่ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ในภายหลัง ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าข้อตกลงครั้งนี้จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้หรือไม่
14 ข้อตกลง ยังมีหลายประเด็นที่ต้องเจรจาต่อ
สำหรับรายละเอียดของข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน มีทั้งหมด 14 ข้อ โดยภาพรวมมีประเด็นที่สามารถตกลงกันได้มากกว่าประเด็นที่ยังเห็นต่าง อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายเรื่องที่ต้องเจรจาต่อ โดยเฉพาะโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และการอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ทั้งนี้ ในแต่ละข้อของข้อตกลงทั้ง 14 ข้อ ยังต้องใช้เวลาในการหารือรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไป
สงครามฉุด GDP โลก 0.2% ดันราคาพลังงานพุ่ง 90%
ในมิติทางเศรษฐกิจ รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ ระบุว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในหลายด้าน ทั้ง GDP โลก ราคาพลังงาน ราคาวัตถุดิบ ราคาปุ๋ย และห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลก โดยประเมินว่า GDP โลกปรับลดลง 0.2% ขณะที่ GDP ของสหรัฐฯ อิหร่าน ตะวันออกกลาง ยุโรป และอาเซียน ลดลงเฉลี่ย 0.6% ส่วนราคาพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้น 90% และราคาวัตถุดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น 100%
ยังไม่ใช่สันติภาพถาวร แต่เป็น “การพักรบเชิงยุทธศาสตร์”
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในครั้งนี้ ยังไม่ถือเป็นสันติภาพถาวรของตะวันออกกลาง แต่มีลักษณะเป็น “การพักรบเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Ceasefire) หรือการลดระดับความขัดแย้งชั่วคราวมากกว่า เนื่องจากประเด็นความขัดแย้งหลักหลายเรื่องยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ และยังต้องอาศัยการเจรจาเพิ่มเติมภายในกรอบเวลา 60 วัน หลังการลงนาม
4 ปัจจัยชี้ขาด สงครามจะจบจริงหรือไม่?
โดยมี 4 ปัจจัยสำคัญ ที่จะเป็นตัวชี้ขาดว่าความขัดแย้งจะยุติลงอย่างถาวรหรือไม่ ประกอบด้วย
4.1 โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
โครงการนิวเคลียร์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยเฉพาะเรื่องปริมาณยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่อิหร่านครอบครอง และระดับการเสริมสมรรถนะที่อิหร่านจะได้รับอนุญาตให้ดำเนินการในอนาคตแม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะเห็นพ้องให้มีการเจรจาต่อ แต่รายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ขอบเขตการตรวจสอบจากนานาชาติ และมาตรการรับรองว่ากิจกรรมนิวเคลียร์จะถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านสันติเท่านั้น ยังไม่ได้ข้อยุติที่ชัดเจนประเด็นดังกล่าวมีความอ่อนไหวอย่างยิ่งต่ออธิปไตยและความมั่นคงของอิหร่าน ขณะที่สหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตกมองว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญในการป้องกันการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ดังนั้น หากไม่สามารถหาจุดสมดุลที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ ก็อาจส่งผลให้การจัดทำข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ในอนาคตประสบความยากลำบาก
4.2 อิสราเอลยังไม่ถอนกำลัง
ความไว้วางใจระหว่างอิหร่าน กลุ่มพันธมิตรในเลบานอน และอิสราเอล ซึ่งยังคงอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าจะมีการประกาศหยุดยิงหรือข้อตกลงลดความรุนแรงหลายครั้งในอดีต แต่ยังเกิดเหตุปะทะและการโจมตีทางทหารเป็นระยะ ส่งผลให้ทุกฝ่ายยังคงมีความระแวดระวังต่อกัน อิสราเอลยังยืนยันว่าไม่ถอนกำลังออกจากเลบานอน แม้ว่าจะหยุดยิงก็ตาม หากเป็นแบบนี้โอกาสกลับมาสู้รบใหม่ก็มีสูง
4.3 การเมืองภายในอิหร่าน
แม้รัฐบาลอิหร่านจะยอมเจรจากับสหรัฐฯ แต่ภายในอิหร่านยังมีกลุ่มอนุรักษนิยม กองกำลังความมั่นคง และกลุ่มศาสนาบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการประนีประนอมกับสหรัฐฯ หากกลุ่มเหล่านี้มองว่าข้อตกลงทำให้อิหร่านเสียเปรียบ อาจกดดันรัฐบาลชะลอการปฏิบัติตามข้อตกลง หรือถอนตัวจากการเจรจาในอนาคต
4.4 การเก็บกู้ทุ่นระเบิดใต้น้ำที่ช่องแคบฮอร์มุช
แม้ว่าการเปิดช่องแคบฮอร์มุช จะตกลงกันได้ก็ตาม แต่การขนส่งน้ำมันผ่านฮอร์มุช คงไม่สามารถทำได้ทันที่ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-6 เดือนในการกู้ทุ่นระเบิดใต้น้ำ จึงจะสร้างความมั่นใจต่อการขนส่งน้ำมัน การเก็บกู้ได้ 100% หรือ ไม่ 100% ย่อมสร้างความหวาดระแวงต่อการเจรจา
สศช. ชี้ ยังต้องติดตามผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด
ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ คลี่คลายลงได้จริง จะถือเป็นปัจจัยบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจ แต่ในขณะนี้ยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดก่อนประเมินผลกระทบได้อย่างชัดเจน
ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมองว่าความคืบหน้าดังกล่าวอาจช่วยให้ GDP ของไทยปรับตัวดีขึ้นนั้น ก็ยังมีหลายปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมกัน โดยเฉพาะประเด็นเงินเฟ้อที่อาจส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ทั้งนี้ แม้ที่ผ่านมาเคยมีสัญญาณเรื่องการหยุดยิงหรือการยุติความขัดแย้งหลายครั้ง แต่สถานการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา จึงควรรอความชัดเจนอีกระยะก่อนสรุปผลกระทบที่แท้จริง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB