งานมีมากขึ้น แต่ทำไมแรงงานกว่า 200 ล้านคนยังไม่พ้นความยากจน
โลกมีงานเพิ่มขึ้น แต่คนทำงานยังไม่มั่นคง แรงงานกว่า 200 ล้านคนยังยากจน กว่าครึ่งโลกอยู่นอกระบบ
เมื่อ 10 ปีก่อน ผู้นำทั่วโลกได้ร่วมกันประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs พร้อมให้คำมั่นว่าจะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือ SDG 8 ที่มุ่งส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการสร้างงานที่มีคุณค่า มีรายได้เพียงพอ และมีความมั่นคงสำหรับทุกคน
แต่เมื่อโลกกำลังเดินเข้าสู่ช่วง 5 ปีสุดท้ายก่อนถึงเส้นตายในปี 2030 คำถามสำคัญคือ ตลาดแรงงานโลกในวันนี้กำลังเดินหน้าไปสู่เป้าหมายนั้นจริงหรือไม่
Bnomics ระบุว่า ข้อมูลล่าสุดจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) สะท้อนภาพที่ซับซ้อนกว่าที่หลายคนคิด แม้การจ้างงานทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่คนทำงานจำนวนมากยังเผชิญปัญหารายได้ไม่เพียงพอ ขาดหลักประกันทางสังคม และยังไม่มีโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียม หลายปัญหาที่โลกพยายามแก้ไขมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ยังคงอยู่แทบไม่ต่างจากเดิม
มีงานทำ แต่ยังไม่พ้นความยากจน
โดยทั่วไป หลายคนมักเชื่อว่าการมีงานทำคือก้าวแรกของการหลุดพ้นจากความยากจน แต่ในความเป็นจริง การมีงานไม่ได้การันตีว่าชีวิตจะมั่นคงเสมอไป
ปี 2025 ยังมีแรงงานทั่วโลกกว่า 284 ล้านคน หรือคิดเป็น 7.9% ของผู้มีงานทำทั้งหมด ที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อวันตามกำลังซื้อ (PPP) ซึ่งยังต่ำกว่าระดับที่สอดคล้องกับเป้าหมายการขจัดความยากจนของ SDGs
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า “คนจนที่มีงานทำ” ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของโลก โดยเฉพาะในประเทศรายได้น้อยที่งานจำนวนมากยังมีผลิตภาพต่ำ รายได้ไม่แน่นอน และไม่มีระบบคุ้มครองรองรับ
Bnomics ยังระบุอีกว่า ในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา รวมถึงกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด หรือ LDCs แรงงานราว 40% ยังคงอยู่ในภาวะยากจน
ขณะที่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (LLDCs) และหลายประเทศในโอเชียเนีย ยังมีผู้มีงานทำเกือบ 1 ใน 3 ที่เผชิญความยากจนขั้นรุนแรง โดยมีรายได้หรือค่าใช้จ่ายไม่ถึง 2.15 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน
นั่นหมายความว่า สำหรับคนจำนวนมากทั่วโลก งานอาจช่วยสร้างรายได้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะพาพวกเขาหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างแท้จริง
Bnomics ยังระบุอีกว่า ในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา รวมถึงกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด หรือ LDCs แรงงานราว 40% ยังคงอยู่ในภาวะยากจน
ขณะที่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (LLDCs) และหลายประเทศในโอเชียเนีย ยังมีผู้มีงานทำเกือบ 1 ใน 3 ที่เผชิญความยากจนขั้นรุนแรง โดยมีรายได้หรือค่าใช้จ่ายไม่ถึง 2.15 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน
นั่นหมายความว่า สำหรับคนจำนวนมากทั่วโลก งานอาจช่วยสร้างรายได้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะพาพวกเขาหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างแท้จริง
แรงงานกว่าครึ่งโลกยังไม่มี “ตาข่ายรองรับ”
แม้เศรษฐกิจโลกจะเติบโตต่อเนื่อง แต่แรงงานจำนวนมากยังคงทำงานในภาคนอกระบบ เพราะ ข้อมูลของ ILO ระบุว่า ในปี 2025 แรงงานทั่วโลก 57.9% ยังอยู่ในภาคแรงงานนอกระบบ สัดส่วนแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากเมื่อสิบปีก่อน
สำหรับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด สถานการณ์ยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะแรงงานเกือบ 90% ยังทำงานนอกระบบ คนกลุ่มนี้จำนวนมากไม่มีประกันสังคม ไม่มีสิทธิลาป่วย ไม่มีเงินชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้าง และไม่มีรายได้รองรับในวัยเกษียณ
เมื่อเจ็บป่วย ประสบอุบัติเหตุ หรือเศรษฐกิจชะลอตัว พวกเขาจึงต้องเผชิญความเสี่ยงด้วยตนเอง การมีงานทำจึงอาจช่วยให้มีรายได้ในวันนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีความมั่นคงในวันข้างหน้าเสมอไป
ผู้หญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น แต่ยังไปไม่ถึงความเท่าเทียม
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ผู้หญิงทั่วโลกมีบทบาทในตลาดแรงงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างผู้หญิงและผู้ชายยังคงเป็นโจทย์ที่แก้ไม่ตก
ในปี 2025 รายได้แรงงานของผู้หญิงทั่วโลกคิดเป็นเพียง 52.4% ของรายได้แรงงานผู้ชาย แม้จะดีขึ้นจาก 49.4% ในปี 2015 แต่ช่องว่างดังกล่าวยังถือว่ากว้างมาก
ความแตกต่างนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงเรื่องค่าจ้าง แต่ยังรวมถึงโอกาสในการเข้าถึงงานที่มีคุณภาพ การเลื่อนตำแหน่ง และการเข้าถึงอาชีพที่มีรายได้สูง
ขณะเดียวกัน ผู้หญิงจำนวนมากยังต้องแบกรับภาระการดูแลครอบครัวและงานบ้านที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนควบคู่ไปกับการทำงาน
ภาพดังกล่าวสะท้อนชัดเจนผ่านตำแหน่งผู้บริหารทั่วโลก ซึ่งผู้หญิงมีสัดส่วนเพียง 30% เท่านั้น และในบางภูมิภาค เช่น เอเชียกลางและเอเชียใต้ สัดส่วนดังกล่าวกลับลดลงเมื่อเทียบกับเมื่อสิบปีก่อน แม้ผู้หญิงจะมีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่โอกาสในการสร้างรายได้และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำยังคงไม่เท่าเทียม
เยาวชนจำนวนมากกำลังหลุดจากเส้นทางสู่อนาคต
อีกหนึ่งสัญญาณที่น่ากังวลคือสถานการณ์ของคนรุ่นใหม่ ในปี 2025 เยาวชนทั่วโลก 20% หรือ 1 ใน 5 คน ไม่ได้อยู่ในการจ้างงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม หรือที่เรียกว่า NEET
นั่นหมายความว่า คนหนุ่มสาวจำนวนมหาศาลกำลังอยู่ในช่วงวัยสำคัญของชีวิตโดยไม่มีทั้งงาน ไม่มีการเรียน และไม่มีโอกาสพัฒนาทักษะเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต
สถานการณ์ยิ่งน่าห่วงในกลุ่มผู้หญิง โดยเยาวชนหญิงมีโอกาสเป็น NEET มากกว่าเยาวชนชายถึง 2 เท่า และในบางภูมิภาคสูงถึง 4 เท่า
การหลุดออกจากระบบตั้งแต่อายุยังน้อยไม่ได้ส่งผลเฉพาะในระยะสั้น แต่สามารถกระทบต่อรายได้ ทักษะ ความมั่นคงทางอาชีพ และโอกาสทางเศรษฐกิจไปตลอดชีวิต
สำหรับหลายประเทศ ปัญหานี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเยาวชน แต่ยังเป็นความท้าทายด้านทุนมนุษย์และศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต
คนเกือบครึ่งโลกยังไม่มีหลักประกันทางสังคม
แม้หลายประเทศจะพัฒนาระบบสวัสดิการมากขึ้น แต่ประชากรจำนวนมากยังไม่มีความคุ้มครองขั้นพื้นฐานเมื่อเผชิญความเสี่ยงในชีวิต
ILO ระบุว่า ปัจจุบันยังมีประชากรกว่า 3.8 พันล้านคน หรือ 47.6% ของประชากรโลก ที่ไม่ได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันสังคมหรือหลักประกันทางสังคมใด ๆ
ขณะเดียวกัน ผู้ว่างงานทั่วโลกที่ได้รับเงินช่วยเหลือมีสัดส่วนเพียง 16.7% เท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ธุรกิจลดการจ้างงาน หรือครัวเรือนสูญเสียรายได้ ยังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่ต้องรับมือกับความไม่แน่นอนด้วยตนเอง
สำหรับคนจำนวนไม่น้อย การตกงานหรือเจ็บป่วยไม่ได้หมายถึงการขาดรายได้เพียงชั่วคราว แต่หมายถึงการสูญเสียความมั่นคงของทั้งครอบครัว
เศรษฐกิจโต แต่แรงงานได้ส่วนแบ่งน้อยลง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกยังคงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ผลประโยชน์จากการเติบโตไม่ได้กระจายสู่แรงงานในสัดส่วนเดิม
ข้อมูลของ ILO ระบุว่า ส่วนแบ่ง GDP ที่ตกเป็นของแรงงานทั่วโลกลดลงจาก 53% ในปี 2015 เหลือ 52.6% ในปี 2025 แม้ตัวเลขอาจดูเปลี่ยนแปลงไม่มาก แต่สะท้อนแนวโน้มสำคัญว่า ผลตอบแทนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งกำลังไหลไปสู่ทุนและกำไรมากกว่าค่าจ้างแรงงาน หรือ การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้แปลว่าคุณภาพชีวิตของคนทำงานจะดีขึ้นในอัตราเดียวกันเสมอไป
สิทธิแรงงานในหลายประเทศกำลังถดถอย
ในขณะที่โลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ความเท่าเทียม และความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น สิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานในหลายประเทศกลับมีแนวโน้มถดถอย
ILO ระบุว่า การปฏิบัติตามสิทธิในการรวมกลุ่มและการเจรจาต่อรองลดลง 6.4% เมื่อเทียบกับปี 2015 และหากคำนวณแบบไม่ถ่วงน้ำหนัก การลดลงสูงถึง 12.9%
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า แรงงานจำนวนไม่น้อยยังมีข้อจำกัดในการรวมตัวและส่งเสียงเพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง ทั้งที่สิทธิดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของตลาดแรงงานที่เป็นธรรมและยั่งยืน
เป้าหมายปี 2030 อาจไม่ใช่เรื่องของ “จำนวนงาน” อีกต่อไป
เมื่อมองภาพรวมของตลาดแรงงานโลกในปัจจุบัน จะพบว่ายังมีคนอีกหลายร้อยล้านคนที่ทำงานทุกวันแต่ยังยากจน แรงงานกว่าครึ่งโลกยังอยู่นอกระบบ เยาวชนจำนวนมากกำลังหลุดจากการศึกษาและตลาดแรงงาน ขณะที่ผู้หญิงยังเผชิญข้อจำกัดด้านรายได้และโอกาสในการก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำ
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ความท้าทายของโลกไม่ได้อยู่ที่การสร้างงานเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่คือการสร้าง “งานที่มีคุณภาพ” งานที่ให้รายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต มีสวัสดิการรองรับ มีโอกาสเติบโต และสร้างความมั่นคงให้กับคนทำงานในระยะยาว
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของการพัฒนาไม่ใช่เพียงการทำให้คนมีงานทำ แต่คือการทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นจากงานที่พวกเขาทำในทุกวัน
และหากโลกยังต้องการทำให้คำมั่น “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” กลายเป็นความจริง เส้นทางสู่ความยั่งยืนของแรงงานก็ยังคงเป็นภารกิจที่ต้องเดินต่อไปอีกไกล
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB