ส.ร.ท. วอน กนง. คงดอกเบี้ย 1% พยุงลดต้นทุนส่งออก ลุ้นปีนี้โตแตะ 8-10%
ส.ร.ท. เผยส่งออกไทยครึ่งปีแรกโตทะยาน เอกชน วอน กนง. คงดอกเบี้ย 1% พยุงลดต้นทุนส่งออก ลุ้นทั้งปีพุ่งแตะ 8-10%
ครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ภาคการส่งออกของประเทศไทยถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมีทิศทางการเติบโตที่โดดเด่นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา ซึ่งการเติบโตนี้ได้รับแรงหนุนหลักจากกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ที่สอดรับกับความต้องการของตลาดโลกที่กำลังฟื้นตัว
นายธนกร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (ส.ร.ท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมการส่งออกในช่วง 5 เดือนแรกเติบโตได้ดีมาก
มีมูลค่าถึง162,085 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวตัว 17% ซึ่งเป็นระดับการเติบโตแบบสองหลัก โดยคาดการณ์ว่าเมื่อสรุปตัวเลขของไตรมาสที่ 2 น่าจะรักษาการเติบโตเฉลี่ยไว้ได้ที่ประมาณ 14%
ทั้งนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการส่งออกกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัวสะสมถึง 21% โดยมีกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดาต้าเซ็นเตอร์ แผงวงจรไฟฟ้า (PCB) และเซมิคอนดักเตอร์เป็นกลุ่มสินค้าชูโรง ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการค้าโลกที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าจะสามารถเติบโตได้ 3.1% ในปีนี้ รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่มีท่าทีผ่อนคลายลงและเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น
สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ส.ร.ท.ประเมินว่าการส่งออกยังมีทิศทางขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับอานิสงส์จากความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ในตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่ยังคงมีอยู่อย่างมหาศาล ประกอบกับวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางที่คาดว่าจะเริ่มคลี่คลายลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบการขนส่งโลจิสติกส์ และทำให้กลุ่มสินค้ายานยนต์ที่เคยชะลอตัวสามารถกลับมาส่งออกได้มากขึ้น
นอกจากนี้ สภาพอากาศที่ร้อนจัดในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศยังเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยกระตุ้นยอดคำสั่งซื้อกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในช่วง 5 เดือนแรกของปี ตลาดสหรัฐฯ ขยายตัว 12.37% ขณะที่ตลาดเยอรมนี ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดยุโรป เติบโต 7.97%
ในส่วนของภาคการผลิต สถานการณ์ขาดแคลนวัตถุดิบและราคาต้นทุนที่เคยพุ่งสูงในช่วงก่อนหน้านี้ ทั้งพลาสติกและเหล็ก เริ่มปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายมากขึ้น ทางด้านสินค้าเกษตร แม้การส่งออกข้าวจะเผชิญความท้าทายในช่วงแรกจากการที่อินเดียกลับมาส่งออกอีกครั้ง แต่คาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) และความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ (G2G) จะช่วยผลักดันให้ยอดส่งออกข้าวทั้งปีแตะระดับ 7 ล้านตันได้สำเร็จ ขณะที่สินค้ากลุ่มยางพาราก็ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ประมาณ 5% แม้จะยังมีความกังวลเรื่องมาตรการ EUDR ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม จากโมเมนตัมเชิงบวกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส.ร.ท. ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายการเติบโตของการส่งออกทั้งปีจากเดิมที่ตั้งไว้เพียง 2-4% ขยับขึ้นมาเป็น 8-10% โดยประเมินว่าในกรณีที่เลวร้ายที่สุด (Worst Case) ที่ครึ่งปีหลังไม่มีการเติบโตเลย การส่งออกภาพรวมของไทยก็จะยังคงเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 8% และหากมองในแง่ดีที่สุด (Best Case) คือไม่มีมาตรการกีดกันทางการค้าที่รุนแรงเพิ่มเติมจากสหรัฐอเมริกา ก็มีโอกาสที่จะเห็นตัวเลขการเติบโตทะลุสองหลักได้เมื่อครบ 12 เดือน โดยทาง ส.ร.ท. คาดการณ์มูลค่าการส่งออกเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน
ทั้งนี้ แม้ตัวเลขการส่งออกจะดูสวยงาม แต่ ส.ร.ท. ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเข้ามาดูแลโครงสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการปกป้องผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) จากการทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้า ซึ่งทาง ส.ร.ท. ได้เสนอแนะแนวทางสำคัญ ดังนี้
การปกป้องอุตสาหกรรมและลดการขาดดุล ภาครัฐควรส่งเสริมให้โรงงานต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย หันมาใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) มากขึ้น เพื่อลดปัญหาการขาดดุลการค้าในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา
พร้อมทั้งเสนอให้ภาครัฐบังคับใช้มาตรฐานสินค้า (มอก.) อย่างเข้มงวดเพื่อคัดกรองสินค้านำเข้า ในลักษณะเดียวกับมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมที่ประเทศอินเดียและอินโดนีเซียกำลังดำเนินการอยู่
การบริหารจัดการต้นทุนการผลิต ส.ร.ท. เรียกร้องให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดทั้งปีเพื่อลดภาระต้นทุนทางการเงินให้กับผู้ประกอบการ รวมไปถึงการควบคุมต้นทุนพลังงานและค่าไฟฟ้าไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นไปกว่านี้
เสถียรภาพของค่าเงินบาทและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กลุ่มสินค้าเกษตร รัฐบาลควรดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสมประมาณ 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ตลอดจนการนำเม็ดเงินกู้ของรัฐบาลมาลงทุนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ เช่น การสร้างอุโมงค์หรือสะพานข้ามแยก เพื่อแก้ปัญหาการจราจรและลดต้นทุนการสูญเสียพลังงานจากการขนส่งอย่างเป็นรูปธรรม รวมไปถึงการปรับลดขั้นตอนทางกฎหมายและใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อนเพื่อให้ผู้ส่งออกสามารถทำงานได้คล่องตัวมากขึ้น
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB