สินค้าจีนสวมสิทธิ์ “Made in Thailand” หวั่นกระทบส่งออก เสี่ยงถูกคู่ค้าตั้งกำแพงภาษี
พบสินค้านำเข้าจากจีนแอบอ้างสวมสิทธิ์ “Made in Thailand” กรมศุลกากร-กรมการค้าต่างประเทศเร่งสกัด หวั่นกระทบส่งออก เสี่ยงถูกประเทศคู่ค้าตั้งกำแพงภาษี
การแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า หรือการนำสินค้าจากต่างประเทศมาติดฉลากว่า “Made in Thailand” กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงของการค้าไทย และอาจทำให้รัฐสูญเสียรายได้ รวมถึงอาจทำให้ความน่าเชื่อถือของระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าไทยจากประเทศคู่ลดลง ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทยทั้งระบบ และเสี่ยงถูกใช้มาตรการทางการค้าหรือกำแพงภาษีในอนาคต
ล่าสุด กรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศ จึงร่วมกันยกระดับการตรวจสอบการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า โดยลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานในเขตปลอดอากรและเขตประกอบการเสรีบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง
ซึ่งเป็นประตูการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญของไทย เพื่อสกัดสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ก่อนแอบอ้างว่าเป็นสินค้าผลิตในประเทศไทยแล้วส่งออกไปยังตลาดโลก
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ระบุว่า การสวมสิทธิ์ไม่ได้เป็นเพียงการฝ่าฝืนกฎหมายศุลกากร แต่เป็นการบิดเบือนข้อมูลทางการค้า เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ที่สินค้าไทยหลายประเภทได้รับอัตราภาษีต่ำกว่าสินค้าจากบางประเทศ จึงทำให้ผู้ประกอบการบางรายนำสินค้าต่างประเทศมาแอบอ้างเป็นสินค้าไทย
จากการตรวจสอบล่าสุด เจ้าหน้าที่พบการกระทำผิด 2 คดีสำคัญ ได้แก่ การนำเข้าบุหรี่จากจีนกว่า 5.37 ล้านมวน แต่ระบุบนบรรจุภัณฑ์ว่า Made in Thailand มูลค่าความเสียหายประมาณ 17 ล้านบาท และการนำเข้ามีดคัตเตอร์สำเร็จรูปจากจีน 202,000 ชุด พร้อมบรรจุภัณฑ์ที่ระบุว่าผลิตในประเทศไทย ทั้งที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิตในไทย มีมูลค่าความเสียหายกว่า 84.27 ล้านบาท
ด้านนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า สินค้าที่ถูกนำมาสวมสิทธิ์ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี เช่น กระเป๋าเดินทาง ซึ่งหากเป็นสินค้าผลิตในไทย จะเสียภาษีนำเข้าเพียง 22-25% แต่หากนำเข้าจากบางประเทศ อาจถูกเก็บภาษีสูงถึง 55-60% ทำให้เกิดแรงจูงใจในการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า
พร้อมกับย้ำว่าผู้เสียหายที่แท้จริงคือผู้ผลิตไทยที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง เพราะต้องแข่งขันกับสินค้าที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมาย ขณะที่ไทยก็เสี่ยงสูญเสียความเชื่อมั่นจากคู่ค้าหากระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าไทยถูกมองว่าไม่มีประสิทธิภาพมากพอ
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทั้งสองหน่วยงานจึงเตรียมเชื่อมโยงฐานข้อมูลร่วมกัน พร้อมนำระบบ AI และการบริหารความเสี่ยงมาใช้คัดกรองผู้ประกอบการ ก่อนออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า หรือ CO โดยผู้ประกอบการที่มีประวัติดีจะยังได้รับการอำนวยความสะดวกเช่นเดิม ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงจะถูกตรวจสอบเชิงลึกมากขึ้น
นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังเตือนผู้ประกอบการว่า การสวมสิทธิ์ Made in Thailand แม้อาจหวังลดต้นทุนภาษี แต่หากถูกจับได้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อธุรกิจและต่อชื่อเสียงของประเทศ มีมูลค่าสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับอย่างมาก
ส่วนด้านประชาชน ขอให้เพิ่มความระมัดระวังในการซื้อสินค้าออนไลน์ โดยเฉพาะสินค้าที่มีราคาต่ำผิดปกติ หรือไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน ขณะเดียวกันล่าสุดกรมศุลกากรตรวจยึดนมผงปลอมแบรนด์ดังที่ลักลอบนำเข้าจากจีนเป็นครั้งแรก ซึ่งบรรจุภัณฑ์มีความใกล้เคียงของจริงจนผู้บริโภคสังเกตได้ยาก จึงแนะนำให้เลือกซื้อผ่านร้านค้าอย่างเป็นทางการหรือ Official Store เพื่อลดความเสี่ยงได้รับสินค้าปลอม
สำหรับผลการดำเนินงานของสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 พบการจับกุมคดีสำคัญรวม 177 คดี มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 1,377.8 ล้านบาท แบ่งเป็นคดีสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า 41 คดี ของกลางกว่า 8.8 ล้านชิ้น มูลค่า 442.64 ล้านบาท คดีลักลอบนำเข้าขยะอันตราย 88 คดี ของกลางกว่า 5.66 ล้านกิโลกรัม มูลค่า 204.56 ล้านบาท คดีสินค้าปลอมและละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 35 คดี ของกลาง 303,472 ชิ้น มูลค่า 582.19 ล้านบาท และคดีลักลอบส่งออกกัญชา 13 คดี ของกลาง 14,840 กิโลกรัม มูลค่า 148.40 ล้านบาท
สำหรับในระยะต่อไป กรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศ จะขยายการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมทรัพย์สินทางปัญญา และหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อยกระดับการคัดกรองสินค้าตั้งแต่ต้นทาง ใช้ AI วิเคราะห์ความเสี่ยง และเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ โดยยืนยันว่า จะไม่ปล่อยให้ไทยถูกใช้เป็นฐานการส่งออกหรือทางผ่านของสินค้าผิดกฎหมาย เพราะท้ายที่สุดผลกระทบจะตกอยู่กับผู้ประกอบการไทยและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB