ภาษีสหรัฐฯ 12.5% เขย่าส่งออกไทย เสี่ยงกระทบกว่า 1 ล้านล้านบาท
นักวิชาการ ประเมิน ภาษีสหรัฐฯ 12.5% ตามมาตรา 301 อาจฉุดส่งออกไทยปี 2569 โตเหลือ 6-7% สินค้าไทยกว่า 1 ล้านล้านบาทเสี่ยงได้รับผลกระทบ พร้อมแนะเร่งเจรจา USTR และช่วยผู้ส่งออกรับมือในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปี
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน วิเคราะห์กรณีสหรัฐฯเก็บภาษีสินค้าไทยเพิ่ม 12.5% ประเด็นแรกการสิ้นสุดภาษี 10% (ม.122)แต่เริ่มภาษีใหม่ 12.5% (ม.301)โดยวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เป็นวันสิ้นสุดมาตรการเก็บภาษีนำเข้าชั่วคราวอัตรา 10% ตามมาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้า ค.ศ. 1974 (Trade Act of 1974) ซึ่งเริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นระยะเวลา 150 วัน สหรัฐฯ นำมาตรา 122 มาใช้เป็นฐานกฎหมายชั่วคราวแทนภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs)
ซึ่งเดิมอาศัยกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ภายหลังศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีนำเข้า เมื่อมาตรการตามมาตรา 122 ครบกำหนด สหรัฐฯ จึงนำมาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้า ค.ศ. 1974 มาใช้รับช่วงต่อ โดยเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม 12.5% จากสินค้านำเข้าของไทย ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ยกเว้นสินค้าบางรายการที่ระบุไว้ในประกาศของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR)
โดย USTR ให้เหตุผลว่า ประเทศไทยยังไม่มีและไม่ได้บังคับใช้ข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิผล สหรัฐฯ จึงวินิจฉัยว่าแนวปฏิบัติดังกล่าวไม่สมเหตุสมผล และสร้างภาระหรือจำกัดการค้าของสหรัฐฯ อันเป็นเหตุให้สามารถดำเนินมาตรการตอบโต้ตามมาตรา 301 ได้ ภาษีมาตรา 301 อัตรา 12.5% เป็นภาษีที่เรียกเก็บเพิ่มเติมจากอัตราภาษีนำเข้าปกติของสินค้าแต่ละชนิด แต่ไม่เรียกเก็บซ้อนกับภาษีชั่วคราว 10% ตามมาตรา 122 ซึ่งสิ้นสุดลงแล้ว ทั้งนี้ สินค้าบางรายการได้รับการยกเว้น เช่น สินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการภาษีเฉพาะรายอุตสาหกรรมตามมาตรา 232 และสินค้าที่ได้รับการยกเว้นตามพิกัดศุลกากรที่ USTR กำหนดไว้
ส่วนการสอบสวนเรื่องกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมส่วนเกินเป็นการสอบสวนมาตรา 301 อีกชุดหนึ่ง ซึ่งยังไม่ใช่เหตุผลในการเรียกเก็บภาษี 12.5% รอบนี้ และอาจนำไปสู่มาตรการภาษีเพิ่มเติมในอนาคตได้
2. สินค้าใดถูกเก็บภาษีมาตรา 301 เพิ่ม 12.5%
USTR กำหนดให้สินค้าไทยที่ส่งไปสหรัฐฯ ต้องเสียภาษีเพิ่มอีก 12.5% เกือบทุกประเภท ยกเว้นสินค้าบางรายการที่ได้รับการยกเว้นตามประกาศของ USTR ส่วนสินค้าหลักๆ 11 รายการในตารางที่ 1 เป็นกลุ่มขึ้นเพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์ ไม่ใช่รายการสินค้าที่ USTR ระบุไว้ทั้งหมด ซึ่งเหตุผลของ USTR วินิจฉัยว่า ประเทศไทยยังไม่มีและไม่ได้บังคับใช้ข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตทั้งหมดหรือบางส่วนโดยใช้แรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิผล USTR เห็นว่าการไม่มีมาตรการดังกล่าวอาจเปิดโอกาสให้สินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับเข้าสู่ตลาดหรือห่วงโซ่การผลิตของประเทศคู่ค้า ทำให้ผู้ผลิตที่ไม่ใช้แรงงานบังคับเสียเปรียบด้านต้นทุน
ตารางที่ 1 : กลุ่มสินค้าไทยที่อยู่ในข่ายเสี่ยงถูกเก็บภาษีมาตรา 301 เพิ่ม 12.5%
สำหรับกลุ่มสินค้าตัวอย่างที่ได้รับการยกเว้นจากภาษีเพิ่มเติม 12.5% ตามมาตรา 301 ประกอบด้วยสินค้าจำเป็นและวัตถุดิบบางรายการ เครื่องบินพลเรือนและชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมยา ตลอดจนสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการภาษีรายอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม ทองแดง รถยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ไม้ และเซมิคอนดักเตอร์บางประเภท เป็นต้น
ทั้งนี้ การยกเว้นดังกล่าวเป็นการยกเว้นเฉพาะภาษีเพิ่มเติม 12.5% ตามมาตรา 301 เท่านั้น สินค้าบางรายการอาจยังต้อเสียภาษีนำเข้าปกติ ภาษีตามมาตรา 232 ภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด หรือภาษีตอบโต้การอุดหนุน และต้องตรวจสอบสิทธิยกเว้นตามพิกัดศุลกากรของสหรัฐฯ เป็นรายสินค้า
ตารางที่ 2 : สินค้าส่งออกไทยที่ได้รับยกเว้นภาษีมาตรา 301
3. สินค้าไทยเสี่ยงถูกเก็บภาษี 12.5% กระทบมูลค่าส่งออกกว่า 1 ล้านล้านบาท
จากข้อมูลการส่งออกปี 2025 ของไทยไปสหรัฐฯ สินค้าไทย 11 กลุ่มหลักที่อาจอยู่ภายใต้ภาษีมาตรา 301 มีมูลค่าส่งออกตลอดทั้งปีประมาณ 58,570 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อประเมินเฉพาะเดือนสิงหาคม–ธันวาคม 2569 รวม 5 เดือน คาดว่าจะมีมูลค่าส่งออกเสี่ยงที่ถูกเก็บภาษี 12.5% ประมาณ 24,404 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 829,742 ล้านบาท คิดเป็น 81.11% ของมูลค่าสินค้าไทยทั้งหมดที่คาดว่าจะส่งออกไปสหรัฐฯ ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยกลุ่มสินค้าเสี่ยงที่จะเจอภาษีมากสุดคือ อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ ตามด้วยเครื่องจักรและอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ยาง
หากประเมินสินค้าทุกประเภทที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ในช่วง 5 เดือนดังกล่าว จะมีมูลค่าความเสี่ยงขั้นต้นประมาณ 30,088 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.023 ล้านล้านบาท
ตารางที่ 3 : มูลค่าส่งออกไทยที่มีความเสี่ยงถูกเก็บภาษี 12.5%
4.มาตรา 301 อาจทำให้การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ลดลง 4–6 % กระทบส่งออกรวมลดลง 0.8–1.2%
ปี 2568 ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 72,212 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 31.6% จากปีก่อน สำหรับปี 2569 การเรียกเก็บภาษีมาตรา 301 อัตรา 12.5% ในช่วง 5 เดือนที่เหลือ คาดว่าอาจทำให้อัตราการขยายตัวของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ลดลงประมาณ 4–6 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีมาตรการภาษี
หากไม่มีมาตรการภาษีและการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2569 ยังสามารถขยายตัวได้ใกล้เคียงกับปี 2568 ที่ประมาณ 31.6% ผลจากภาษีมาตรา 301 อาจทำให้อัตราการขยายตัวลง 4–6 จุดเปอร์เซ็นต์ ทำให้การส่งออกขยายตัวเหลือประมาณ 25.6–27.6%
ปี 2569 คาดว่าการส่งออกไทยโดยรวมจะขยายตัวประมาณ 8% อย่างไรก็ตาม ภาษีมาตรา 301 อัตรา 12.5% อาจทำให้อัตราการขยายตัวของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ลดลงประมาณ 4–6 จุดเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ มีสัดส่วนประมาณ 21% ของการส่งออกไทยทั้งหมด จึงคาดว่าจะทำให้อัตราการขยายตัวของการส่งออกไทยโดยรวมลงประมาณ 0.8–1.2% ส่งผลให้การส่งออกไทยปี 2569 อาจขยายตัวเหลือประมาณ 6–7%
5.ข้อเสนอแนะสำหรับ 5 เดือนที่เหลือ ปี 2569
1.จัดทำรายชื่อสินค้าและพิกัดที่ถูกเก็บภาษีและได้รับยกเว้นให้ชัดเจน
2.ตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของผู้ส่งออก 11 กลุ่มสินค้าหลัก
3.ออกหนังสือรับรองแหล่งที่มาของวัตถุดิบและกระบวนการผลิต
4.เร่งเจรจากับ USTR เพื่อขอลดอัตราภาษีจาก 12.5%
5.จัดสินเชื่อและมาตรการรักษาสภาพคล่องแก่ผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB