ข่าวดี ต่อสิทธิ์บัตรคนจน 2 เดือน! ขยายอุทธรณ์ถึง 31 ส.ค. ใช้สิทธิ์พร้อมกัน 1 ต.ค.
ครม. เคาะแล้ว! ต่อสิทธิ์บัตรคนจน(รายเดิม) ไปอีก 2 เดือน และขยายเวลาอุทธรณ์ถึง 31 ส.ค. ก่อนใช้สิทธิ์พร้อมกัน 1 ต.ค.นี้ พร้อมปรับเกณฑ์คืนสิทธิ์รถเก่า-บัญชีหุ้นไม่เคลื่อนไหว-ตั้ง OSS อำนวยความสะดวก
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. มีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการยื่นขอทบทวนสิทธิสำหรับผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เป็นวันที่ 31 สิงหาคม 2569 พร้อมกันนี้ ครม. ยังเห็นชอบให้ขยายการใช้สิทธิของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมออกไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 และให้ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกในโครงการรอบใหม่เริ่มใช้สิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ครม. ยังได้รับทราบการปรับหลักเกณฑ์การคัดกรองเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยและข้อเท็จจริงมากขึ้น โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังชี้แจงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่ปรับปรุง
ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงคมนาคม กรณีรถยนต์และรถจักรยานยนต์ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า รถยนต์อายุเกิน 20 ปี และรถจักรยานยนต์อายุเกิน 15 ปี ที่ไม่ใช่รถคลาสสิก จะถูกตัดออกจากเกณฑ์การพิจารณาโดยอัตโนมัติผ่านระบบของกรมการขนส่งทางบก โดยประชาชนไม่จำเป็นต้องยื่นขอทบทวนสิทธิ
อย่างไรก็ตาม หากเป็นรถที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ แต่เลิกใช้งาน สูญหาย หรือยังไม่ได้แจ้งยกเลิกทะเบียน จะต้องยื่นขอทบทวนสิทธิ ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทั้งที่สำนักงานขนส่งและศูนย์ One Stop Service
นายสิริพงศ์ ย้ำว่า การตัดเกณฑ์เรื่องรถออก ไม่ได้หมายความว่าผู้ยื่นจะได้รับสิทธิทันที เพราะยังต้องพิจารณาเงื่อนไขอื่นประกอบ เช่น รายได้ การถือครองทรัพย์สิน หรือเกณฑ์อื่นที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงการคลังจะนำข้อมูลที่ได้รับการปรับปรุงจากทุกหน่วยงานมาประมวลผลใหม่ทั้งระบบ
ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมจะใช้สิทธิได้จนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569 ส่วนผู้ผ่านการคัดกรองรายใหม่จะเริ่มใช้สิทธิในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
สำหรับผู้ที่ต้องการขอทบทวนสิทธิ ได้ขยายเวลายื่นคำร้องจากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 กรกฎาคม เป็นวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ขณะที่กำหนดยื่นเอกสารประกอบ ซึ่งเดิมสิ้นสุดวันที่ 16 สิงหาคม ได้ขยายออกไปจนถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 ก่อนประกาศผลและเริ่มใช้สิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังจะร่วมกับกระทรวงมหาดไทยจัดตั้งศูนย์ One Stop Service (OSS) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการยื่นขอทบทวนสิทธิ
นายลวรณ กล่าวว่า เกณฑ์หลักในการคัดกรองยังคงใช้เช่นเดิม แต่จะมีการปรับเกณฑ์ย่อยให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงมากขึ้น โดยผู้ที่ไม่ผ่านการคัดกรองรอบนี้จำนวนประมาณ 9.3 ล้านคน ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ไม่ผ่านเกณฑ์แน่นอน กลุ่มที่ข้อมูลไม่เป็นปัจจุบันจนเสียสิทธิ และกลุ่มที่พบการใช้ชื่อเป็น Nominee เช่น การนำชื่อไปถือหุ้น จดทะเบียนบริษัท ถือครองทรัพย์สิน หรือยานพาหนะ
สำหรับเกณฑ์ที่ปรับปรุงเพิ่มเติม ได้แก่
* การถือหุ้นในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน จะยกเว้นให้กับวิสาหกิจเพื่อสังคมและวิสาหกิจชุมชน
* บัญชีหลักทรัพย์ที่ไม่มีการเคลื่อนไหวเลย จะไม่ถูกใช้เป็นเหตุในการตัดสิทธิ โดยคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ที่เปิดบัญชีไว้แต่ไม่เคยใช้งาน
* นักเรียน นักศึกษาที่อยู่ในระบบการศึกษานอกระบบ จะตรวจสอบข้อมูลใหม่ หากเรียนอยู่จริงจะได้รับการพิจารณา แต่หากพบการใช้ชื่อแทนผู้อื่นจะเข้าข่าย Nominee
ขณะที่นายวินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า ประชาชนสามารถตรวจสอบผลการคัดกรองได้ 4 ช่องทาง ได้แก่ แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และเว็บไซต์โครงการของกรมการปกครอง รวมถึงธนาคารของรัฐ 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
โดยกรมการปกครองได้สั่งการให้ทั้ง 76 จังหวัด และ 878 อำเภอ จัดตั้งศูนย์ One Stop Service (OSS) เพื่อให้บริการประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบาง ทั้งในส่วนของการยืนยันตัวตน (KYC) และการยื่นขอทบทวนสิทธิ
ปัจจุบัน ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์จำนวนกว่า 9.3 ล้านราย มีผู้ยื่นขอทบทวนสิทธิแล้ว 3,855,165 ราย ขณะที่อีกกว่า 5.45 ล้านราย ยังไม่ได้ยื่นคำร้อง
นายวินัย กล่าวว่า OSS จะเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมสรรพากร กรมที่ดิน กรมการขนส่งทางบก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนสามารถยื่นเอกสารที่อำเภอเพียงแห่งเดียว โดยไม่ต้องเดินทางไปหลายหน่วยงาน
อย่างไรก็ตาม นายสิริพงศ์ กล่าวว่า รัฐบาลยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะมีผู้ได้รับสิทธิกลับคืนมากน้อยเพียงใด เพราะต้องรอให้ทุกหน่วยงานปรับปรุงข้อมูลและประมวลผลใหม่ทั้งหมด
พร้อมยืนยันว่า แนวทางของรัฐบาลเป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้ผู้มีสิทธิได้รับสิทธิอย่างถูกต้องและโปร่งใส แม้ว่าจะทำให้จำนวนผู้ได้รับสิทธิเพิ่มขึ้น โดยระบุว่า การทบทวนครั้งนี้ทำให้พบประชาชนอีกกว่า 2 ล้านคน ที่ไม่เคยได้รับสิทธิมาก่อน และจะได้รับการพิจารณาเข้าสู่ระบบสวัสดิการของรัฐ หากผ่านเกณฑ์ที่กำหนด
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB