เปิดกลยุทธ์ลงทุน หลังเฟด เสียงแตก 9 ต่อ 3 คงดอกเบี้ย 3.50-3.75%
ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) คงดอกเบี้ย ที่ระดับ 3.50-3.75% เสียงแตก 9 ต่อ 3 มีผลอย่างไรก็ต่อเศรษฐกิจโลก และ การลงทุนนับจากนี้ในช่วงครึงปีหลัง
ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% เสียงแตก 9 ต่อ 3 มีผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจโลกและการลงทุนครึ่งปีหลัง
ผลการประชุมคณะกรรมการ FOMC เดือนกรกฎาคม มีมติ 9 ต่อ 3 ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ แม้ว่าจะมีกรรมการ 3 ท่าน ได้แก่ Beth Hammack, Neel Kashkari และ Lorie Logan ลงคะแนนเสียงสนับสนุนให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% จากความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ
นอกจากนี้ การกล่าวถึงการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ (ทั้ง Nominal Yields และ Real Yields) พอสมควรนับตั้งแต่การประชุม FOMC ครั้งก่อน ประธาน Fed ยังทำให้ผู้เล่นในตลาดตีความว่า Fed ได้อาศัยการปรับตัวของตลาดการเงิน เช่น การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ เพื่อชดเชยการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงที่ Fed ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม
ในการประชุมครั้งนี้ Fed มีมุมมองต่อเศรษฐกิจและตลาดแรงงานว่า เศรษฐกิจจะยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยภายนอก เช่น ความตึงเครียดและความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่การเติบโตของผลิตภาพ (Productivity) และการลงทุนในภาคทุนยังคงแข็งแกร่ง ส่วนการจ้างงานยังเติบโตสอดคล้องกับกำลังแรงงาน และอัตราการว่างงานแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ด้านสถานการณ์เงินเฟ้อ ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายที่ 2% โดยแรงกดดันด้านราคาได้รับผลกระทบจากปัญหาอุปทาน (Supply Shocks) และความผันผวนของราคาพลังงาน
ด้านถ้อยแถลงของเควิน วอร์ช ประธาน Fed ในช่วง Press Conference ไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed แม้จะย้ำจุดยืนในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา พร้อมคงเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อไว้ที่ 2% และยังคงจุดยืนแบบสายกลางที่มีโทนแข็งกร้าว (Hawkish Hold)
ตลาดจับตาโอกาส Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน
ทั้งนี้ ในการประชุมเดือนมิถุนายน กรรมการ Fed ประเมินว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% จำนวน 1 ครั้งภายในสิ้นปี 2026 ขณะที่ตลาดยังคาดว่า Fed อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน หากเงินเฟ้อยังไม่ชะลอตัวลงอย่างเพียงพอ
กลยุทธ์การลงทุน
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า ตลาดหุ้นไทยเตรียมรับแรงกระแทกจากปัจจัยกดดันรอบด้าน ตลาดหุ้นโลกในช่วงที่ผ่านมาเผชิญภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) อย่างรุนแรง ท่ามกลาง 3 ปัจจัยลบหลัก ได้แก่
- นโยบายการเงินที่ตึงตัวของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)
- สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่บานปลาย
- การปรับฐานอย่างหนักของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI
จับตาสัญญาณเงินทุนไหลเข้ากลุ่ม TIP ลุ้นหุ้นไทยฟื้นตัวย้อนหลัง (Catch-up Buy)
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแรงเทขายในฝั่งสหรัฐฯ และเอเชียเหนือ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส พบสัญญาณบวกจากการเคลื่อนย้ายเงินทุน (Sector & Regional Rotation) โดยผู้จัดการกองทุนต่างชาติได้โยกย้ายเม็ดเงินออกจากหุ้นเทคโนโลยีในเอเชียเหนือ เข้าสู่ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือกลุ่ม TIP (ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์) ซึ่งมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีต่ำกว่าและปลอดภัยกว่า
ฝ่ายวิจัยประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสได้รับแรงซื้อย้อนหลัง (Catch-up Buy) เนื่องจากมี Valuation ที่โดดเด่นและปลอดภัย ทั้งในมิติของ PE, PBV และส่วนต่างผลตอบแทน (Market Earning Yield Gap) ประกอบกับได้รับปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น
โดยประเมินแนวรับแรกของ SET Index วันนี้ไว้ที่ระดับ 1,615 จุด อย่างไรก็ดี แนะนำให้ระมัดระวังความผันผวนของหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศ เช่น DELTA ที่อาจปรับตัวลงตามทิศทางหุ้นเทคฯ โลกBYDCOM80 (BYD): ได้แรงหนุนจากยอดส่งมอบรถยนต์ในเดือน ก.ค. ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังจากการเปิดตัวรถยนต์โมเดลใหม่ในตลาด
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB