"เงินบาทแข็ง...แต่เงินเฟ้อยังไม่ยอมถอย ทำไมค่าครองชีพคนไทยยังไม่ลดลง?"
"เงินบาทแข็ง...แต่เงินเฟ้อยังไม่ยอมถอย ทำไมค่าครองชีพคนไทยยังไม่ลดลง?" แล้วประชาชนทั่วไป มนุษย์เงินเดือน ได้ผลกระทบอะไร?
"เงินบาทแข็ง...แต่เงินเฟ้อยังไม่ยอมถอย ทำไมค่าครองชีพคนไทยยังไม่ลดลง?"
หลายคนอาจสงสัยว่า หากเงินบาทแข็งขึ้น ต้นทุนการนำเข้าควรลดลง แล้วเหตุใดราคาสินค้าหลายชนิดจึงยังไม่ลดลง คำตอบสำคัญอีกข้อคือ "เงินเฟ้อ" แม้เงินบาทจะแข็งค่าขึ้น แต่ราคาสินค้าและบริการในประเทศยังได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงาน บริการ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ
ด้าน กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มองแนวโน้มทั้งสัปดาห์เคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.60 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดแข็งค่าที่ 33.40 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในกรอบ 33.33-33.69 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงินหลัก
ขณะที่ฝั่งเงินเฟ้อ กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 102.10 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 1.95% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้อัตราเงินเฟ้อจะชะลอลงจากเดือนมิถุนายน และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แต่ราคาสินค้าและบริการโดยรวมยังคงสูงกว่าปีก่อน
แม้ราคาพลังงานจะเริ่มทรงตัวมากขึ้น แต่ต้นทุนด้านพลังงาน บริการ และการดำเนินธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นแรงกดดันต่อราคาสินค้าและบริการหลายประเภท โดยเฉพาะจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนเชื้อเพลิงและการขนส่ง แม้ว่าราคาน้ำมันโลกจะเริ่มปรับลดลงในบางช่วง และภาครัฐจะเข้ามาดูแลราคาหน้าโรงกลั่น รวมถึงใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วยบรรเทาผลกระทบ
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้เงินบาทแข็งจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าสินค้าบางประเภท แต่แรงกดดันจากเงินเฟ้อ โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงาน บริการ และการดำเนินธุรกิจ ยังคงทำให้ราคาสินค้าในชีวิตประจำวันปรับลดลงได้ยาก ซึ่งเงินบาทแข็ง ไม่ได้แปลว่าเงินเฟ้อจะหายไป ทั้งที่การแข็งค่าของเงินจะช่วยลด "เงินเฟ้อนำเข้า" (Imported Inflation) เพราะสินค้า วัตถุดิบ และพลังงานที่ซื้อจากต่างประเทศมีต้นทุนลดลง
แต่ในความเป็นจริง ผลของเงินบาทแข็งอาจถูกหักล้างด้วยปัจจัยอื่น เช่น ราคาพลังงานโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนแรงงาน และค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ
ดังนั้น หลายคนอาจเข้าใจว่าเศรษฐกิจไทยกำลังดีขึ้น และค่าครองชีพกำลังจะลดลง แต่เมื่อพิจารณาควบคู่กับอัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงาน และภาวะเศรษฐกิจโลก จะพบว่าภาพเศรษฐกิจมีความซับซ้อนกว่านั้น
เงินบาทแข็งช่วยลดต้นทุนการนำเข้า แต่เงินเฟ้อยังคงเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ เมื่อทั้งสองด้านเกิดขึ้นพร้อมกัน ผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จึงไม่ใช่ "ของถูกลงทันที" แต่เป็นการที่ราคาสินค้าปรับตัวลดลงช้ากว่าที่หลายคนคาดหวัง
ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทเป็นเพียง "ต้นทุนหนึ่ง" ของการกำหนดราคาสินค้า แต่ต้นทุนของผู้ประกอบการยังประกอบด้วย
- ค่าแรง
- ค่าเช่าพื้นที่
- ค่าไฟฟ้า
- ค่าขนส่ง
- บรรจุภัณฑ์
- ดอกเบี้ยและต้นทุนทางการเงิน
ดังนั้น แม้ต้นทุนการนำเข้าจะลดลง แต่หากต้นทุนส่วนอื่นยังสูง ราคาสินค้าก็อาจไม่เปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างเช่น ร้านกาแฟอาจซื้อเมล็ดกาแฟจากต่างประเทศได้ถูกลง แต่เมล็ดกาแฟเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนทั้งหมด หากค่าเช่า ค่าแรง ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายในการบริหารร้านยังเพิ่มขึ้น ต้นทุนรวมก็แทบไม่ลดลง จึงไม่มีเหตุผลมากพอที่จะลดราคากาแฟ
จากค่าเงินบาท...กว่าจะถึงหน้าร้าน ยังมีอีกหลายทอด
ถ้าจะบอกว่า "เงินบาทแข็งแล้วของถูกลง" อาจไม่เสมอไป เพราะระหว่างค่าเงินบาทกับราคาสินค้าที่ผู้บริโภคจ่าย ยังมีทั้งผู้นำเข้า โรงงาน ผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง และผู้ค้าปลีก ซึ่งแต่ละฝ่ายอาจเลือกนำต้นทุนที่ลดลงไปชดเชยต้นทุนด้านอื่น เพิ่มกำไร หรือรอให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพก่อนปรับลดราคา และหากตลาดมีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการอาจเลือกแข่งขันด้านราคาภายหลัง กระบวนการนี้ว่า Exchange Rate Pass-Through หรือ "การส่งผ่านของอัตราแลกเปลี่ยน" หรือการที่ ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นไม่ได้ส่งผ่านไปยังราคาสินค้าเต็ม 100% และไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันในทุกประเภทสินค้า ที่สำคัญการส่งผ่านดังกล่าวมักเกิดขึ้นเพียงบางส่วนและใช้เวลาหลายเดือน
เพราะของที่ขายวันนี้...อาจซื้อไว้เมื่อหลายเดือนก่อน สินค้าที่วางขายในวันนี้อาจนำเข้ามาตั้งแต่ช่วงที่เงินบาทอ่อนค่า ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่ได้ซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบในวันที่เงินบาทแข็ง และหลายบริษัทนำเข้าสินค้าล่วงหน้า หรือทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ทำให้ต้นทุนของสินค้าที่วางขายในวันนี้ อาจคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อหลายเดือนก่อน ไม่ใช่อัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน จึงเป็นอีกเหตุผลที่ผลของเงินบาทแข็งไม่ได้สะท้อนมายังราคาสินค้าในทันที
มาต่อกันที่คำถามว่า ทำไมราคาขึ้นง่าย...แต่ลงยาก
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Sticky Prices เมื่อวัตถุดิบแพงขึ้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องขึ้นราคาเพื่อรักษากำไร แต่เมื่อต้นทุนบางส่วนลดลง ผู้ประกอบการมักรอดูว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะยาวนานหรือไม่ก่อนตัดสินใจลดราคา และยังต้องนึกถึงต้นทุนในการปรับราคา เช่น การเปลี่ยนป้ายราคา เมนู ระบบขาย หรือการทำโปรโมชั่น ทำให้หลายธุรกิจเลือกตรึงราคาไว้ก่อน ผลคือ ผู้บริโภคจึงมักรู้สึกว่า "ของขึ้นราคาเร็ว...แต่ลดราคาช้ามาก"
แล้วใครได้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งก่อน?
กลุ่มที่ได้รับผลบวก ได้แก่
- ผู้นำเข้าที่ซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศ
- ธุรกิจที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าสูง
- ผู้ประกอบการที่มีหนี้สกุลเงินต่างประเทศ
- ผู้ที่กำลังเดินทางไปต่างประเทศ
- ผู้ซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้านำเข้าบางประเภท หากเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง
ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่
- ผู้ส่งออกไทย
- ธุรกิจที่แข่งขันด้านราคากับต่างประเทศ
- ภาคการผลิตที่พึ่งพารายได้จากตลาดต่างประเทศ
- ธุรกิจท่องเที่ยวบางส่วน หากเงินบาทแข็งค่ามากจนทำให้ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง
แล้วประชาชนทั่วไป มนุษย์เงินเดือน ได้ผลกระทบอะไร?
หากเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง สิ่งที่อาจเริ่มเห็นผลก่อน คือราคาสินค้านำเข้า เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่สำหรับอาหาร ร้านอาหาร ค่าเช่า และบริการต่าง ๆ ซึ่งมีต้นทุนหลักอยู่ในประเทศ การปรับลดราคาอาจใช้เวลานานกว่ามาก หรืออาจไม่เกิดขึ้น หากต้นทุนด้านอื่นยังอยู่ในระดับสูง
แต่ถ้าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องเป็นเวลานาน ต้นทุนนำเข้าที่ลดลงจะค่อย ๆ ส่งผ่านมายังผู้ผลิตและผู้บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้านำเข้าและสินค้าที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าสูง แต่การที่ผู้ประกอบการจะปรับลดราคาก็ต้องขึ้นอยู่กับการแข่งขันในตลาด ต้นทุนด้านอื่น และกลยุทธ์ของผู้ประกอบการด้วย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB